
การบริหารเงินกองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 2.8–2.9 ล้านล้านบาท กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดหลายโครงการถูกตั้งคำถามว่าไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ในทางบัญชี กลับยังไม่เห็นการรับรู้ผลขาดทุนอย่างชัดเจนในงบการเงิน
ประเด็นดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านการให้สัมภาษณ์ของ ไชยวัฒน์ วรรณโคตร อนุกรรมการบริหารความเสี่ยง กองทุนประกันสังคม ย้ำผ่านรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงตัวดีลลงทุน แต่คือโครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแล ที่ทำให้ความเสี่ยงและความเสียหายไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา
ไชยวัฒน์ ยอมรับว่า สินทรัพย์นอกตลาดหลายรายการของกองทุนประกันสังคม สามารถประเมินได้ชัดว่า 'ไม่ได้กำไร' แต่การบันทึกผลขาดทุนในงบการเงินยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและอายุของสินทรัพย์นั้น ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในลักษณะสิทธิการเช่าหรือกองทุนที่มีกรอบเวลาแน่นอน
กรณี TU Dome ซึ่งเป็นการลงทุนในสิทธิบริหารการเช่า เมื่อครบอายุสัญญา มูลค่าทรัพย์สินจะถูกตีเป็นศูนย์ และจึงต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนในทางบัญชี แต่จนกว่าจะถึงจุดนั้น งบการเงินจะสะท้อนเพียงว่า 'เป็นการลงทุนที่ไม่มีกำไร' ไม่ใช่การขาดทุนอย่างเป็นทางการ
ลักษณะเดียวกันนี้ยังพบในกรณีการลงทุน Sky ซึ่งไชยวัฒน์ระบุว่า ในฐานะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้ง การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกยังมีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างครบถ้วนว่า การลงทุนดังกล่าวขาดทุนจริงในระดับใด และควรรับรู้ผลขาดทุนเมื่อใด
"ตั้งแต่ทำงานในประกันสังคมมาเกือบ 2 ปี SKY9 ไม่ใช่ทรัพย์สินแรก ๆ ที่เรารู้สึกแปลกใจในการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา บอร์ดฝั่งลูกจ้างได้ถามถึงเหตุผลในการลงทุนที่แปลก ๆ เหล่านี้ในการประชุมบอร์ดหลายครั้ง ซึ่งทุกกรณี รวมถึง SKY9 นั้น ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจนกลับมา และเมื่อจะขอดูบันทึกการเข้าซื้อสินทรัพย์ ก็กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้"
ไชยวัฒน์ชี้ว่า ความเสี่ยงที่สำคัญยิ่งกว่าการเลือกสินทรัพย์ผิดพลาด คือโครงสร้างการตัดสินใจลงทุนที่กระจุกตัว โดยเงินกองทุนระดับหลายล้านล้านบาท มีผู้มีอำนาจลงนามหลักเพียงตำแหน่งเดียว และในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา สังคมแทบไม่เคยเห็นคำอธิบายอย่างเป็นระบบว่า การลงทุนแต่ละครั้งผ่านกระบวนการพิจารณาเช่นไร
ขณะเดียวกัน ระบบราชการยังกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง เพราะแม้จะเห็นสัญญาณว่าการลงทุนไม่เป็นไปตามแผน ผู้ปฏิบัติงานก็ไม่กล้ายอมรับความเสียหายหรือคัดลอส เนื่องจากเกรงว่าจะขัดต่อระเบียบและนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมาย ส่งผลให้สินทรัพย์บางรายการยังคงอยู่ในพอร์ต โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
สำหรับแนวทางในอนาคต ไชยวัฒน์ระบุว่า บอร์ดประกันสังคมได้เห็นชอบการปรับกรอบจัดสรรสินทรัพย์ (SAA) จากเดิม 40:60 เป็น 50:50 และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งประเมินว่าจะช่วยยืดอายุกองทุนได้ราว 2 ปี หากไม่นับมาตรการอื่น (จาก 25 ปี เป็น 27 ปี)
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการปรับ SAA เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนแบบการันตีผลประโยชน์ ที่ในระยะยาวรายรับและรายจ่ายมีแนวโน้มไม่สมดุล หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างรายได้ สิทธิประโยชน์ และระบบกำกับการลงทุนควบคู่กัน ปัญหาการลงทุนที่ไม่สะท้อนความเสียหายจริงก็อาจเกิดซ้ำอีก
ทางออกที่ถูกเสนอ คือการแยกการบริหารกองทุนออกจากระบบราชการ ตั้งคณะกรรมการลงทุนที่ยึดโยงกับบอร์ดจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตน และแก้ไขกฎหมายให้สำนักงานประกันสังคมมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อให้เงินของผู้ประกันตนถูกใช้ภายใต้กลไกที่รับผิดชอบและสะท้อนความจริงมากที่สุด