
จาก “คังคุไบ”‘ มองย้อนโสเภณียุคจอมพลสฤษดิ์ สู่ Sex Worker 2022
จาก ภาพยนต์ “คังคุไบ” ใน Netflix พามาสำรวจประวัติศาสตร์โสเภณีของไทย วิวัฒนาการกฎหมาย และเสียงเรียกร้องของ sex worker
“ไม่ว่าใครจะโผล่มาหน้าประตูเรา เราก็ไม่ติดสินบนพวกเขา มันเป็นหลักการของเรา เราจะไม่ถามถึงศาสนา วรรณะ จะผิวเข้มหรือขาว จะรวยหรือจน ทุกคนจ่ายเท่ากัน พวกเราไม่ได้เลือกปฏิบัติกับคนอื่น แต่ทำไมผู้คนถึงเลือกปฏิบัติกับเรา”
“รู้ไหมอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคืออะไร โสเภณี หากไม่มีเราแม้แต่สวรรค์ก็ไม่สมบูรณ์ ช่วยเคารพเราบ้าง”
นี่เป็นส่วนหนึ่งของประโยคเด็ด ที่ "Gangubai Kathiawadi" “คังคุไบ” แสดงให้เห็นถึงความต้องการให้ใคร ๆ รู้ว่าผู้หญิงทุกคนและทุกอาชีพมีศักดิ์ศรีในตัวเอง จากภาพยนตร์อินเดีย "Gangubai Kathiawadi" "หญิงแกร่งแห่งมุมไบ" สตรีมมิ่งผ่าน netflix ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สร้างกระแสตอบรับอย่างดี ทั้งไทยและต่างประเทศ
ประโยคหลังทำให้เราอยากพาคุณผู้อ่าน ย้อนอดีตของไทยไปสำรวจ ประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการกฎหมาย และเสียงเรียกร้องร่ของเหล่า Sex worker โดยเฉพาะในสังคมไทย กันบ้าง
Sex Worker ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปลาย 1970’s ถือเป็นอาชีพบริการเหมือนกับอาชีพบริการทั่วไป ถ้ากางข้อมูลแล้วพบว่ามีประวัติยาวนานฝังรากอยู่ในทุกสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มคนเปราะบาง ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยง ไม่มีหลักประกันทางกฎหมาย ไม่ได้รับการยอมรับในเชิงสังคมและวัฒนธรรม
แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้า บริการทางเพศ และมีการกำหนดโทษทางอาญา จาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ก็ตาม
รายงานของ UNAIDS เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 เคยประเมินไว้ว่า มีจำนวนผู้ขายบริการทางเพศในประเทศไทย 145,000 คน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แท้จริงก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก เพราะรายงานบางฉบับก็ประเมินว่าอาจมีมากถึง 800,000 – 2,800,000 คน
อดีตการขายบริการทางเพศเป็นอย่างไร ?
อาชีพนี้สามารถทำได้โดยถูกกฎหมาย มีหญิงโสเภณีมาตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ถูกระบุไว้ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีหรือพระเจ้าอู่ทองเมื่อประมาณ 659 ปีก่อน (พ.ศ. 1904 – 2563) หมายความว่า มีการค้าประเวณีอย่างเป็นที่รับรู้กันทั่วไปมาตั้งแต่ยุคแรกสถาปนากรุงศรีอยุธยา
การให้บริการทางเพศถูกทำให้เป็นอาชญากรรม(criminalize) ครั้งแรกในปี2503 จากการออกพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี 2503 โดย “จอมสฤษดิ์ ธนะรัชต์” นั่นหมายถึง การห้ามมีการค้าประเวณี มีบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับแก่ผู้ให้บริการ นายหน้า และเจ้าของสถานประกอบการ อีกทั้งเมื่อผู้ให้บริการพ้นโทษแล้วต้องเข้ารับการรักษาและฝึกอบรมอาชีพ ไม่เกิน 1 ปีหลังพ้นโทษ
ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องต้องการให้พนักงานบริการได้รับสิทธิเท่าเทียมอย่างอาชีพทั่วไปในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็น "มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING" (Service Workers in Group Foundation) มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อเป็นที่พักพิงให้กับคนขายบริการทางเพศทั้งหญิงและชาย รวมถึงช่วยเหลือในเรื่องของสุขภาพ และข้อกฎหมาย ร่วมผลักดันเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีในไทย
มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) เรียกร้องให้งานบริการทางเพศมีความปลอดภัยในด้านสุขภาพ และเป็นธรรมต่อผู้ขายบริการ และมีเป้าหมายให้ sex worker มีส่วนร่วมทางการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย และสิทธิมนุษยชน เล็งเห็นถึงปัญหาของ sex worker ที่จำเป็นต้องใช้ร่างกาย เป็นต้นทุนทำมาหากิน จึงมีความเสี่ยงในด้านของชีวิต และสุขภาพ
มีคำถามตามมาว่า sex worker เป็นอาชีพที่ต้องปราบปราม ไม่ใช่ควรทำความเข้าใจ หรือควรนับว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ควรได้รับการดูแลและคุ้มครองทางกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับภาพยนตร์ คังคุไบ ที่เราได้เห็นความมุ่งหวังของคังคุไบที่ต้องการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของโสเภณี ว่ามีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับผู้คนในอาชีพอื่นๆ
จึงมีขับเคลื่อนเพื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 กำหนดความผิดของบุคคลสองประเภท ด้วยกัน อันได้แก่ ความผิดที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศ และความผิดของผู้ที่มีส่วนส่งเสริมหรือเกี่ยวข้องกับการค้าบริการทางเพศ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ความผิดที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศ
- ผู้ใดที่ติดต่อหรือชักชวนบุคคล เพื่อการค้าประเวณีอันเป็นการเปิดเผยและน่าอับอายหรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- ผู้ให้บริการที่เข้าไปมั่วสุมในสถานที่ค้าประเวณีเพื่อประโยชน์ในการค้าประเวณีของตนหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีนี้อาจผู้ที่เสี่ยงผิดกฎหมายอาจจะเป็นได้ทั้งตัวผู้ให้บริการทางเพศเอง หรือผู้อื่นที่ปฏิบัติงานในสถานบริการ ถ้าถูกบังคับหรือตกอยู่ภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ ไม่มีความผิด
- ผู้ให้บริการที่โฆษณาหรือทำให้แพร่หลายไปยังสาธารณะเพื่อการค้าประเวณีของตนเองหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 – 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีนี้ผู้ที่มีความผิดทางกฎหมายมีทั้งผู้ให้บริการทางเพศ รวมไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่โฆษณาการค้าประเวณีเพื่อประโยชน์ของตัวผู้ให้บริการทางเพศ
ความผิดของผู้ที่มีส่วนส่งเสริมหรือเกี่ยวข้องกับการค้าบริการทางเพศ
- นายหน้าเพื่อการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หากได้กระทำต่อบุคคลอายุมากกว่า 15 แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท แต่ถ้าได้กระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 400,000 บาท นอกจากนี้ ผู้กระทำยังต้องระวางโทษหนักขึ้นหากได้กระทำโดยใช้อุบายหลอกหลวง หรือใช้วิธีข่มขืนใจ
- บิดา มารดา หรือผู้ปกครองซึ่งรู้เห็นในการกระทำนายหน้าค้าประเวณีต่อผู้อยู่ในความปกครองของตนซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี และมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 400,000 บาท
- เจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการหรือสถานการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 – 300,000 บาท นอกจากนี้ หากปรากฏว่ามีเยาวชนค้าบริการอยู่ด้วยก็จะต้องระวางโทษจำคุกห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่ 100,000 – 300,000 บาท และกรณีที่มีเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 400,000 บาท
- ผู้ใช้บริการทางเพศ โดยหลักแล้วไม่มีความผิด เว้นแต่จะใช้บริการทางเพศจากอายุเกิน 15 แต่ไม่ถึง 18 ปี ในสถานการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท ถ้าใช้บริการทางเพศจากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี รับโทษหนักขึ้น จำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท กรณีนี้ แม้ผู้ให้บริการทางเพศจะยินยอมก็มีความผิด
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มีการกำหนดมาตรการรับผู้ให้บริการทางเพศเข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของสถานแรกรับและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาฝีมือแรงงาน
อีกทั้งศาลยังมีอำนาจพิพากษาให้ผู้ให้บริการที่กระทำความผิดตามพ.ร.บ.นี้เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพแทนการลงโทษก็ได้ และหากเกิดการหลบหนีจากสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองอาชีพ กฎหมายก็เพียงกำหนดให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามตัวผู้หลบหนีเท่านั้น มิได้กำหนดให้ต้องมีความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด






