
โควิด19 ปิดฉาก กลายเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) อาจไม่จบบริบูรณ์
โควิด 19 ปิดฉาก กลายเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ออกมาเปิดเผย อาจไม่จบบริบูรณ์
จากกรณีที่ ศบค.ออกมาประกาศ โรคแมป ให้ เชื้อโควิด 19 เป็นโรคประถิ่น ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า โรคโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) ภายในปี 2565 ตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ประชากรโลกมีภูมิคุ้มกันที่มากพอจากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อเท่านั้น
เพราะการที่โรคระบาดใหญ่ลุกลามทั่วโลกที่เรียกว่า pandemic จะลดระดับลงมาเป็นโรคประจำถิ่นได้ เช่นโรคเอดส์ โรคไข้เลือดออก โรคซิฟิลิส และไข้หวัดใหญ่ที่เราคุ้นเคย หมายความว่าโรคนั้นจะต้องเป็นโรคที่เกิดขึ้นประจำภายในขอบเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ โดยมีอัตราป่วยคงที่และสามารถคาดการณ์และควบคุมการระบาดได้ แม้ว่าโรคนั้นจะยังทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ก็ตาม
- คนละครึ่งเฟส 5 www.คนละครึ่ง.com ย้อนรอยวิธีลงทะเบียนร่วมโครงการ
-
คนละครึ่งเฟส 5 www.คนละครึ่ง.com หลัง นายกฯส่งสัญญาณ ลงทะเบียนวันไหน
แม้ว่าโรคโควิด-19 มีแนวโน้มว่าจะลดระดับกลายเป็นโรคประจำถิ่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเชื้อนี้จะหายไปจากโลก ศ.ดร.เบอร์นาเด็ตต์ โบเดน-อัลบาลา (Bernadette Boden-Albala) ผู้อำนวยการและคณบดีผู้ก่อตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ กล่าวว่าการควบคุมการระบาดที่มีอยู่ช่วยผลักดันให้โรคโควิด-๑๙ กลายเป็นโรคประจำถิ่น โดยเฉพาะเมื่อประชาชนได้รับวัคซีนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการเจ็บป่วยที่รุนแรง ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ลดอัตราการเสียชีวิตและที่สำคัญที่สุดคือลดการแพร่เชื้อได้มาก
ในการจัดระดับโรคระบาดนั้น ขอบเขตการระบาดจะเป็นตัวชี้วัดความรุนแรงของการระบาด ซึ่งขณะนี้ โรคโควิด-19 ยังจัดว่าเป็นโรคระบาดใหญ่ลุกลามทั่วโลก ที่เรียกว่า pandemic เช่นเดียวกับ ไข้หวัดสเปน ในปี 2461 อยู่ ส่วนโรคระบาด หรือ epidemic ซึ่งมีระดับการระบาดที่รุนแรงลดลงมาจะหมายถึงโรคที่มีการระบาดแพร่กระจายผ่านประชากรตั้งแต่หนึ่งกลุ่มขึ้นไป ความชุกของการติดเชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้างหรือเกินคาดการณ์ได้แต่ไม่ลุกลามไปทั่วโลก เช่นโรคอีโบลา ที่ระบาดในทวีปแอฟริกาข้ามไปยังทวีปอื่น ๆ ระหว่างปี 2557-2559
ส่วนโรคประจำถิ่นนั้นหมายถึงโรคระบาดที่ยังสามารถรับมือได้ ซึ่งได้แก่
โรคเอดส์
- เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นโรคอุบัติใหม่ในปี 2527 พัฒนาเป็นโรคติดต่อที่เฝ้าระวัง จนกลายเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด
โรคไข้เลือดออก
- เป็นโรคประจำถิ่นในเชิงระบาดวิทยา พบครั้งแรกในปี 2500 และเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามกฎหมายด้วย แม้ว่าเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่หากเข้ารับการประเมินการรักษาไม่ทันท่วงที ผู้ป่วยก็มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
โรคไข้หวัดใหญ่
- เป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดตามฤดูกาลจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่แพร่กระจายไปทั่วประชากรในแต่ละปี แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะเป็นโรคประจำถิ่น แต่ไวรัสก็กลายพันธุ์บ่อยครั้งและมีส่วนทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ตามฤดูกาลทุกปี คนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สามารถฟื้นตัวได้เองที่บ้านโดยมีอาการไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็ก อาจมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นได้
โรคไวรัสตับอักเสบบี
- เป็นโรคประจำถิ่นที่พบทั่วโลก โชคดีที่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี แนะนำให้ฉีดวัคซีน หากใครวางแผนที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีโรคตับอักเสบระบาดเฉพาะถิ่น
โรคซิฟิลิส
- เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เคยเป็นโรคประจำถิ่นทั่วโลก ต่อมาการรักษาที่มีประสิทธิภาพทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ปัจจุบันยังถือว่าเป็นโรคประจำถิ่นเฉพาะบางส่วนของทวีปแอฟริกา และในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการเกิดโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
หลายประเทศประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะยังไม่ฟันธงว่าจะสามารถปรับระดับได้ภายในปี 2565 หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ในขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าประกาศให้โควิด-19เป็นโรคประจำถิ่นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2565 โดยพิจารณาจากการที่เชื้อลดความรุนแรงลง ซึ่งคำนวณจากอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงตามเกณฑ์ที่กำหนด ร่วมกับการจัดการระบบสาธารณสุขที่สามารถควบคุมและชะลอการระบาดได้
อย่างไรก็ตาม การจะควบคุมความรุนแรงของโรคโควิด-19 ในระดับประชากรได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ที่ยังต้องเว้นระยะห่างและรักษามาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดรวมถึงเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ เพื่อจำกัดการระบาดในวงกว้าง.
ที่มา:ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์






