กองทุนหมู่บ้านเฮ กดปุ่มโอน 1.4 หมื่นล้านปลายม.ค.

08 ม.ค. 2563 เวลา 8:52 น. 10.9k

รัฐบาลเคาะเกณฑ์พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน เน้นสมัครใจ-ประวัติดี จ่อกดปุ่มโอน 2 แสนบาทให้กองทุนเกรด A B C ปลาย ม.ค.นี้

 

วันที่ 8 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล เปิดการแถลงความคืบหน้างานโครงการพักชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านและโครงการตามแนวทางประชารัฐรอบที่ 4 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบชุดโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากประจำปีงบประมาณ 2563 ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย หนึ่งในนั้นคือโครงการพักชำระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามความสมัครใจ เพื่อให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ที่มีกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวมาประกอบอาชีพสร้างรายได้ มาดำรงชีพ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนและหนี้นอกระบบ 
 

 

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า และเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ครม.เห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการพักชำระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามความสมัครใจ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2551  กำหนดให้พักชำระหนี้ที่เป็นเงินต้นในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ให้ส่งเฉพาะดอกเบี้ย เพื่อให้กองทุนสามารถนำรายได้จากดอกเบี้ยมาใช้บริหารจัดการกองทุนรวมถึงจัดสวัสดิการต่างๆ ให้กับสมาชิกกองทุน โดยเกณฑ์การพิจารณาลำดับแรกกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองสมัครใจเข้าร่วมโครงการหรือไม่ หากกองทุนที่เป็นสมาชิกตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติคือ มีประวัติการชำระหนี้ดี แต่หากมีประวัติการผิดนัดชำระก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้หากการผิดนัดชำระนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯจะพิจารณาจากเหตุผลเป็นรายๆ และเมื่อได้เข้าร่วมโครงการพักหนี้สมาชิกฯต้องจัดทำแผนการออมเงินและแผนในการฟื้นฟูศักยภาพการประกอบอาชีพเดิมหรืออาชีพเสริมเช่น การเข้าร่วมโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพ

 

“สำหรับสมาชิกที่มีประวัติชำระดี แต่ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ รัฐบาลก็จะสนับสนุนดคนดีที่มีวินัย อาจจะเป็นการลดดอกเบี้ย เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำดีต่อไป” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

 

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนของโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับหมู่บ้าน ครม.ได้เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อ เป็นโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดสรรงบประมาณกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ให้กับกองทุนหมู่บ้านฯกองทุนละ 2 แสนบาท สามารถนำเงินไปสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในด้านการประกอบอาชีพ ด้านการผลิต การแปรรูป การบริการของประชาชน  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจ้างแรงงาน การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืน

 

“กองทุนที่จะได้แก่รับการจัดสรรเงินส่วนนี้คือกองทุนที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับ A B และ C จำนวน 71,742 แห่ง ภายใต้วงเงินรวม 14,348.4 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ให้ประชาชนกองทุนหมู่บ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับชุมชน” 
 

 

รศ.นที ขลิบทอง

ด้าน รศ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (สทบ.) กล่าวว่า กองทุนหมู่บ้านมีความพร้อมในการดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ประธานเครือข่ายกองทุนฯระดับภูมิภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล ให้แสดงความจำนงว่ากองทุนใดต้องการเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้หรือไม่ และหากกองทุนใดเข้าร่วมโครงการก็ให้เสนอโครงการจัดอบรมให้ความรู้กับสมาชิกกองทุนฯ ส่งมายังสทบ. เพื่อจัดโครงการให้สมาชิกมีทักษะความรู้ในการประกอบอาชีพมากขึ้น 

 

ผอ.สำนักงานกองทุนหมู่บ้าน ระบุอีกว่า ในส่วนของเงิน 2 แสนบาทคาดว่าเงินก้อนแรกจะถึงมือแต่ละกองทุนฯภายในเดือนม.ค. นี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงปลายม.ค.หรือต้นก.พ.  โดยใช้แนวทางการคิดและดำเนินโครงการตามแนวทางประชารัฐเหมือนเดิมเพื่อดำเนินการได้ทันทีต่อเนื่องกับโครงการตามแนวทางประชารัฐที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559-2561  ซึ่งคาดว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ จะลงนามในประกาศและคาดว่าจะเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนม.ค.นี้ จากนั้นแต่ละกองทุนเสนอโครงการเข้ามารับการพิจารณาในอนุกรรมการฯ คาดว่าจะสามารถกดปุ่มโอนเงินได้ภายในเดือนม.ค. นี้ 

 

“สทบ. พร้อมแล้วสำหรับโครงการพักชำระหนี้และโครงการตามแนวทางประชารัฐรอบที่ 4 กองทุนละ 2 แสนบาท ซึ่งได้ประสานทุกส่วนเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว และยืนยันว่า 3 ปีที่ผ่านมาในการทำโครงการกว่า 2 แสนโครงการตามแนวทางประชารัฐ มีผลตอบแทนเป็นกำไรกว่า 8 พันล้านบาท มีเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 1.6 ล้านคน”