
ทางออกนอกตำรา : ‘เมืองใหม่แปดริ้ว’ มา ‘โยธะกา’ระอุ ‘ทหารเรือ-พล.อ.อ.ประจิน’ต้องเคลียร์
ผมเชื่อว่า หากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง กรณีชาวบ้าน “โยธะกา” ในแปดริ้ว 630 ครัวเรือน ที่ถูกกองทัพเรือขอคืนพื้นที่ จะกลายเป็น “นํ้าผึ้งหยดเดียว” ทำให้โครงการลงทุนของประเทศที่ดีมากๆ อาจมีมลทินและต้องชะงักงัน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการกำหนดพัฒนาแนวทางการพัฒนาพื้นที่เป็นเมืองใหม่ เพื่อรองรับโครงการพัฒนาในพื้นที่อีอีซี ที่รัฐบาลกำลังปลุกชีพการลงทุนของประเทศไทยหลายแสนล้านบาทในระยะ 5 ปีข้างหน้านั้น บริษัทที่ปรึกษาโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนข้อเสนอในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมกับความเป็นจริง
โครงการนี้ใช้เงินลงทุน 300,000 ล้านบาท มีระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ไฟฟ้า นํ้าประปา โทรศัพท์ ระบบขนส่งมวลชน การพัฒนาที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และบริการต่างๆ เช่น โรงพยาบาล100-200 เตียง วิทยาลัย ศูนย์การค้า ฯลฯ โดยที่รัฐลงทุนเอง
ข้อเสนอใหม่ ที่เหมาะสมกับสถานะของประเทศ คือเสนอให้เอกชนสามารถเสนอแผนการลงทุนเมืองใหม่โดยรัฐกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ และให้สิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อดึงดูดเอกชนเข้าลงทุน
อันนี้แหละครับ ที่บอกว่าจะกลายเป็นนํ้าผึ้งหยดเดียวในเชิงมวลชน และเชิงการเมือง ชนิดที่ “มด” ล้ม “ช้าง” ได้
สูงจากข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกได้ว่าจ้าง บริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมพื้นที่จะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ นำร่องที่ฉะเชิงเทรา เป็นแห่งแรก ปรากฏว่าราคาที่ดินพุ่งขึ้นจากเดิมไร่ละ 5-10 ล้านบาท เป็นไร่ละ 10-25 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละ 28,000-35,000 บาท
นี่จึงเป็นที่มาของข้อเสนอว่า “ให้เอกชนเสนอเงื่อนไขการลงทุนเมืองใหม่”
ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็เริ่มมีเสียงคำรามจากคนมีสีออกมาว่า ถ้ามีปัญหามากนักก็ย้ายไปสร้างเมืองใหม่ที่ จ.ระยอง ซึ่งมีที่ดินราชพัสดุจำนวนมากให้ใช้ประโยชน์ให้รู้แล้วรู้รอดไป
ข้อเสนอในเรื่องการจะเปิดให้เอกชนมีที่ดินในมืออยู่แล้วและต้องการจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ ยื่นข้อเสนอโครงการมาให้รัฐบาลพิจารณาแทน โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ภาครัฐจะมอบสิทธิพิเศษต่างๆ ให้ นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ เช่น สิทธิลดหย่อนภาษี การปรับเปลี่ยนสีผังเมืองให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ได้คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ จึงกลบเงื่อนไข “รัฐบาลเป็นผู้ลงทุน” ไปเสียแทบสิ้นในขณะนี้...
ดังนั้น หากรัฐบาล สำนักงานอีอีซี จะเดินหน้า ในเรื่องนี้จะต้องอธิบายกับประชาชนให้มากขึ้น จึงจะกลบปัญหาด้านการพัฒนา ด้านที่ดิน ด้านมวลชน เพื่อดึงเรื่องการพัฒนาเมืองใหม่ให้พ้นจากมรสุมแห่งความขัดแย้งได้
ด้วยเหตุผลว่า กองทัพเรือมีแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยธะกา เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร แต่ชาวบ้านยังคงใช้ที่ดินทำนาต่อไป ไม่มีใครส่งมอบที่ดินหรือย้ายออกไป
ปมปัญหานี้กำลังถึงจุดเดือด ถึงขนาดที่ประชาชนคนรากหญ้า รวมพลังกันออกมาคัดค้าน และตั้งคำถามดังๆ ไปยังกองทัพเรือ รัฐบาล สำนักงานอีอีซี ว่า“เอาที่ดินไปทำอะไร จะเยียวยาเขาอย่างไร ให้เอกชนไปพัฒนาใช่มั้ย”
ชาวบ้านเหล่านี้จึงเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาที่ดินมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงปัจจุบัน แต่พวกเขากำลังรู้สึกร่วมกันว่า ถูกรัฐบีบให้ออกจากพื้นที่การพัฒนาเมืองใหม่ และมีการส่งมอบพื้นที่ให้ทุนเอกชนมาลงทุน
การสื่อสารในภาวะวิกฤติจึงสำคัญมาก และเป็นหัวใจหลักในการดึงสรรพกำลังของแผ่นดินมาร่วมกันพัฒนาสร้างเมืองใหม่...มิใช่เพียงแค่มีทุนใหญ่อย่างเดียว
|คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา
|โดย : บากบั่น บุญเลิศ
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3404 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 27-29 ก.ย.2561
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง......
● ทางออกนอกตำรา : จาก"มักกะสัน" ยัน "แปดริ้ว" นายทุน-ขุนศึก-ประชาชน!
● “ธนารักษ์ – ซีพี” แจงปมที่ราชพัสดุโยธะกา ด้านทร.ขอตรวจสอบข้อมูล
● คำถามชาว ‘โยธะกา’ 4 ปีทวงความเป็นธรรม 4 พันไร่ที่ไร้คำตอบ
● โยธะกาขึ้นป้าย "เขตปลอด EEC" 8 ต.ค. เข้ากรุง ยื่น "เจ้าสัวซีพี"
● ต่างชาติร่วมคณะ ทร. สำรวจที่ดินโยธะกา ชาวบ้านนัดถกด่วน 19 ก.ย.
● 'คณิศ' ปัดเอี่ยว 'ซีพี' เช่าที่รัฐตั้งเมืองใหม่!!
● 'ซีพี' ยึดที่รัฐ 4 พันไร่! ฮือต้านธนารักษ์ประเคนที่ดินบางน้ำเปรี้ยวขึ้นเมืองใหม่
● เป้าหมาย "ซีพี"ผุดเมืองใหม่อ่วมโดนน้ำท่วม
● โยธาฯเฟ้นหาที่เมืองใหม่ดัน 4 พันไร่บางน้ำเปรี้ยว






