
ทองคำร่วงเกือบ 31% ยังไม่ปิดฉากขาขึ้น จับตาแนวรับ 62,100 บาท
ทองคำโลกดิ่งเกือบ 31% หลังหลุด 3,900 ดอลลาร์ ฮั่วเซ่งเฮงเตือนระยะสั้นยังเปราะบาง แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังไม่หมด จับตากลับมายืน 4,000 ดอลลาร์ ขณะที่ทองไทยมีแนวรับ 62,100 บาท
KEY
POINTS
- ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเกือบ 31% จากจุดสูงสุด แตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 1 ปี
- ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าตลาดทองคำสิ้นสุดขาขึ้นในระยะยาว เนื่องจากยังคงมีปัจจัยเชิงโครงสร้างสนับสนุน
- สำหรับราคาทองคำในประเทศ ให้จับตาแนวรับสำคัญที่ 62,100 บาท และแนวต้านที่ 62,850 บาท
ตลาดทองคำเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ หลังราคาหลุด 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 1 ปี และปรับฐานเกือบ 31% จากจุดสูงสุดต้นปี ท่ามกลางแรงกดดันจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ และแรงขายสินทรัพย์ทั่วโลก แต่เตือนอย่าเพิ่งสรุปว่าขาขึ้นระยะยาวสิ้นสุด เพราะความต้องการทองคำเชิงโครงสร้างยังมีแรงสนับสนุน พร้อมจับตาทองไทยบริเวณแนวรับ 62,100 บาท และแนวต้าน 62,850 บาท
นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ราคาทองคำโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม โดยร่วงสู่บริเวณ 3,870 - 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำสุดในรอบประมาณ 1 ปี หลังเคยทำจุดสูงสุดใกล้ 5,595ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 สะท้อนการปรับฐานเกือบ 31% ซึ่งถือเป็นระดับที่ตลาดต้องกลับมาประเมินแนวโน้มทองคำครั้งสำคัญ
โดยแรงขายครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จากความกังวลว่าการลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาลอาจไม่สร้างผลตอบแทนตามคาด ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนต้องขายสินทรัพย์อื่น รวมถึงทองคำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและชดเชยผลขาดทุน ขณะเดียวกันความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานยังทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจต้องรักษาดอกเบี้ยสูงต่อไป
ร่วงเกิน 20% แปลว่าขาขึ้นจบแล้วหรือไม่
ตามเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปในตลาดการเงิน การปรับตัวลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดมักถูกเรียกว่า Bear Market แต่ไม่ได้หมายความว่าวัฏจักรขาขึ้นระยะยาวจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาว่าปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด
ในทางเศรษฐศาสตร์ ทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง หรือ Real Yield อยู่สูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองจะเพิ่มขึ้น ประกอบกับดอลลาร์ที่แข็งค่า ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อราคา
อีกปัจจัยที่เร่งการปรับฐานคือพฤติกรรมนักลงทุน เมื่อราคาหลุดระดับจิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจกระตุ้นคำสั่ง Stop Loss และการลดสถานะของผู้ใช้ Leverage ทำให้แรงขายรุนแรงกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้น
ทองคำยังมีโอกาสฟื้น
ทั้งนี้ ประเมินว่า แม้ภาพระยะสั้นยังเปราะบาง แต่ความต้องการทองคำระยะยาวไม่ได้หายไปทั้งหมด แม้การปรับฐานเกิน 20% จากจุดสูงสุดเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่ต้องระวัง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าความต้องการทองคำระยะยาวสิ้นสุดลง
ข้อมูลจาก World Gold Council พบว่า Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน และปริมาณทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในเวลานั้น ขณะที่ผลสำรวจ Reuters วันที่ 27 ตุลาคมประเมินราคาทองคำเฉลี่ยปี 2570 ที่ 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์
"ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่ายังมีแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้าง แม้ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะฟื้นตัวทันที โดยต้องติดตามด้วยว่ากระแสเงินลงทุนหลังจากเดือนกันยายนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร"
แนวโน้มทองคำ จับตาการกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์
ในเชิงเทคนิค ประเมินว่า บริเวณ 3,870–3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นโซนสำคัญที่ต้องจับตา หากราคายังไม่สามารถรักษาระดับดังกล่าวได้ ความเสี่ยงในการปรับฐานต่อจะเพิ่มขึ้น
ขณะที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นแนวต้านจิตวิทยาสำคัญ หากราคากลับไปยืนเหนือได้ พร้อมกับ Real Yield และดอลลาร์เริ่มอ่อนตัว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว แต่หากยังไม่ผ่าน ทองคำอาจต้องใช้เวลาในการสร้างฐานต่อไป
ดังนั้น การร่วงเกือบ 31% เป็นสัญญาณว่าทองคำเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างชัดเจนจากจุดสูงสุด แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประกาศว่าขาขึ้นระยะยาวสิ้นสุด นักลงทุนควรติดตาม Real Yield ดอลลาร์ และกระแสเงินใน Gold ETF ควบคู่กัน เพราะตัวแปรเหล่านี้จะช่วยบอกว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงการพักฐาน หรือการเปลี่ยนทิศทางของตลาดอย่างแท้จริง
สำหรับทองคำแท่งไทย 96.5% ประเมินแนวรับที่ 62,100 บาท และ 61,400 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 62,850 บาท และ 63,000 บาท โดยทองไทยยังได้รับอิทธิพลจากค่าเงินบาท หากเงินบาทอ่อนค่าอาจช่วยพยุงราคา แต่หากแข็งค่าจะเพิ่มแรงกดดันแม้ทองโลกเริ่มฟื้นตัว







