
เฟดคงดอกเบี้ยแต่ทองยังเสี่ยง กูรูวางกรอบทอง 3,950-4,100 ดอลลาร์
GCAP GOLD ชี้ทองยังผันผวน จับตา GDP-PCE สหรัฐฯ ประเมินโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค. แนะรอซื้อหากยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ ลุ้นทดสอบ 4,100 แต่หลุด 3,950 ควรลดเสี่ยง
KEY
POINTS
- เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ราคาทองคำยังคงผันผวนจากความเสี่ยงที่อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
- ปัจจัยที่ต้องจับตาคือตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (GDP และ PCE) และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางราคาทอง
- ผู้เชี่ยวชาญประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 3,950-4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ประเมินราคาทองคำยังผันผวนหลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด ขณะที่เงินเฟ้อสูงยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ตลาดจึงหันมาติดตาม GDP และเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ เพื่อประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม พร้อมจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แนะรอซื้อเมื่อราคาสร้างฐาน หากยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ต่อเนื่อง มีโอกาสทดสอบ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ควรลดความเสี่ยงหากหลุด 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์
วัดใจเฟด–เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ทางฟื้นหรือเผชิญแรงขายรอบใหม่
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ผลประชุมเฟดวันที่ 27 - 28 ตุลาคม 2569 มีมติ 10 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75 - 4.00% โดยกรรมการ 2 คนเห็นควรขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขณะที่แถลงการณ์ระบุว่า เศรษฐกิจยังขยายตัวแข็งแกร่งและเงินเฟ้อยังสูง เฟดจึงต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ประเมินว่า การคงดอกเบี้ยครั้งนี้ช่วยลดแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยทันที แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้แนวโน้มทองคำกลับมาเป็นบวกอย่างชัดเจน เนื่องจากความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคมยังมีอยู่ หากข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสนับสนุนให้เฟดเข้มงวดเพิ่มเติม อาจหนุนค่าเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำและจำกัดการฟื้นตัวของราคา
โดยหลังทราบผลประชุมเฟดตลาดจะให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อหากยังเร่งตัวและทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม ซึ่งทองคำอาจเผชิญแรงขายเพิ่มเติม แต่หากเงินเฟ้อชะลอลงกว่าคาด จนดอลลาร์และบอนด์ยีลด์อ่อนตัวก็จะช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัว
ปัจจัยที่ต้องจับตา
สำหรับปัจจัยสำคัญถัดไปคือการประกาศประมาณการ GDP เบื้องต้น และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนกันยายน ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 19.30 น. ตามเวลาไทย โดยตลาดคาดว่า GDP จะขยายตัว 3.2% จาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่ดัชนี PCE คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดิม 0.2% ในเดือนสิงหาคม หากตัวเลขออกมาตามคาดอาจกดดันราคาทองคำ เนื่องจากสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะรุนแรงขึ้นและกระทบเส้นทางขนส่งพลังงาน ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจนเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อและแนวโน้มที่เฟดจะคงนโยบายเข้มงวดต่อไป ก็อาจหนุนดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ ส่งผลให้การฟื้นตัวของทองคำยังมีข้อจำกัด
แนะกลยุทธ์ลงทุนทอง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่า โครงสร้างราคาระยะสั้นยังอ่อนแอหลังราคาปรับลงต่ำกว่า 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยวางกรอบเคลื่อนไหวของสัปดาห์นี้ไว้บริเวณ 3,950 - 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 63,200–65,300 บาท
แนะนำรอซื้อเมื่อราคาสร้างฐานบริเวณ 3,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 63,300 บาท และมีสัญญาณฟื้นตัวหากราคากลับมาเคลื่อนไหวเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ต่อเนื่อง หรือราคาทองไทยประมาณ 64,200 บาท
ซึ่งจะเพิ่มโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 65,300 บาท แต่หากหลุด 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นทองไทยประมาณ 63,000 บาท ควรลดความเสี่ยงและรอประเมินฐานใหม่







