
AI เปลี่ยนเกมลงทุน "วทันยา-เจษฎา" ชี้โอกาส พร้อมเตือนภัยลงทุนยุค AI
วทันยา-เจษฎามอง AI ยังหนุนโอกาสลงทุน แนะเลือกบริษัทฐานะแกร่ง ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์แต่ตัดสินใจเอง พร้อมเตือนภัย Deepfake และโจทย์ไทยต้องสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง
KEY
POINTS
- ผู้บริหารชี้ว่า AI เป็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญ แม้มีความกังวลเรื่องฟองสบู่ แต่ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีสะท้อนความต้องการที่แท้จริง และการปรับฐานของราคาหุ้นคือจังหวะในการเข้าลงทุน
- นักลงทุนควรใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เช่น งบการเงินและข่าวสาร แทนการขอคำแนะนำหุ้นโดยตรงซึ่งอาจมีอคติ โดยการตัดสินใจสุดท้ายยังต้องมาจากมนุษย์
- เตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มิจฉาชีพนำ AI มาใช้หลอกลวงนักลงทุนในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การปลอมแปลงบุคคล (Deepfake) และสร้างแพลตฟอร์มเทรดปลอม
- ประเทศไทยเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและเจ้าของเทคโนโลยี AI เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
20 ตุลาคม 2559 เนชั่น กรุ๊ป จัดงาน Nation Forum 2027 โดยในเวทีสัมนา MONEY IN THE AIR 2027 ในหัวข้อ "Fintech in AI Era" ได้ถ่ายทอดมุมมองการลงทุนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสองผู้บริหารในวงการตลาดทุนไทย ได้แก่ นางสาววทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด และนายเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena Group ร่วมวิเคราะห์โอกาส ความเสี่ยง ทิศทางการปรับตัวของนักลงทุน ตลอดจนโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมด้านทุนมนุษย์เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับโลก
นางสาววทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เปิดมุมมองว่า ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI เป็นสิ่งที่ตลาดยกขึ้นมาเตือนกันอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)
โดยประธาน IMF ได้ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้รับการพยุงไว้ด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยทดแทนปัจจัยลบจากสงครามและวิกฤตราคาน้ำมัน โดยหากปราศจาก AI ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลกอาจลดลงไปกว่า 1%
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับยุควิกฤต Dot-com ที่บริษัทต่างๆ กู้ยืมเงินมาลงทุนโดยไม่มีผลตอบแทนที่แท้จริงกลับคืนมา ในปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง Nvidia มีผลประกอบการเติบโตกว่า 100% และ TSMC เติบโตกว่า 60%
ซึ่งสะท้อนว่ามีความต้องการใช้งานจากภาคธุรกิจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอยู่อย่างแท้จริง การลงทุนในหุ้น AI จึงยังสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ต้องเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและไม่สร้างหนี้เกินตัว
หุ้น AI ร่วงยังไม่ใช่จุดจบ
ด้านนายเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena Group ประเมินว่า การปรับลดลงของราคาหุ้น AI ในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน โดยสาเหตุหลักของการปรับฐานรอบแรกมาจากการใช้การเก็งกำไรที่สูงเกินไป (Leverage) ของนักลงทุนในเกาหลีใต้จนเกิดการบังคับขาย (Force Sell) ในหุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix
ส่วนการปรับลดลงในรอบถัดมาเกิดจากปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Bottleneck) และภาวะเครดิตตึงตัว เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และผู้ให้บริการระบบคลาวด์บางแห่งประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าที่ไม่สามารถจ่ายเข้าสู่ระบบได้ทัน
ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งขึ้นแตะระดับกว่า 5% ส่งผลให้ราคาหุ้นโครงสร้างพื้นฐานปรับตัวลงจนมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เหลือเพียงประมาณ 3 เท่า
ทั้งนี้ ความต้องการประมวลผล AI ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตผู้ใช้งาน AI รายใหญ่จะไม่ใช่มนุษย์ แต่จะเป็นการทำงานระหว่างระบบ AI ด้วยกันเอง เช่น ระบบ Agentic AI ที่เพิ่งขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไปอีกยาวไกล
ต้องสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในยุคที่ทุกคนเข้าถึง AI
ในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในยุคที่ทุกคนเข้าถึง AI นางสาววทันยาได้ระบุถึงข้อจำกัดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ซึ่งประมวลผลตามหลักสถิติและความน่าจะเป็น ส่งผลให้การตั้งคำถามทั่วไป เช่น ควรซื้อหุ้นตัวใด อาจได้คำตอบที่สะท้อนเพียงกระแสสังคมหรือความลำเอียง (Bias) ในขณะนั้น จนทำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่ราคาสูงเกินจริง
จุดแข็งที่แท้จริงของ AI คือการจัดการและอ่านงบการเงิน ประมวลผลบทวิเคราะห์ และรวบรวมข่าวสารจำนวนมหาศาล นักลงทุนจึงควรใช้ AI ในลักษณะการตั้งคำถามที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลกระทบของเหตุการณ์ เช่น การประเมินผลกระทบกรณีสัญญาการผ่อนปรนแร่แรร์เอิร์ธของจีนที่จะหมดอายุในวันที่ 10 พฤศจิกายน
พร้อมทั้งขยายโอกาสการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ ไต้หวัน หรือสินทรัพย์ดิจิทัล และต้องรักษาวินัยการลงทุนโดยใช้ AI เป็นเพียงผู้ช่วยเตรียมข้อมูล แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องเป็นของมนุษย์
นายเจษฎาได้แบ่งระดับการประยุกต์ใช้ AI ของนักลงทุนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- ระดับที่ 1 การใช้ AI เป็นผู้ให้คำปรึกษาตอบคำถามทั่วไป โดยสามารถใช้เทคนิคจำกัดชุดข้อมูล (RAG) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
- ระดับที่ 2 การสั่งให้ AI เขียนระบบหรือคำสั่งทางเทคนิค (White Coding) เพื่อประมวลผลและสรุปบทวิเคราะห์การลงทุนระดับโลกหลายร้อยฉบับให้เหลือเพียงรายงานสรุปในเวลาไม่กี่นาที
- ระดับที่ 3 การตั้งค่า AI Agents อัตโนมัติให้ทำหน้าที่ติดตามและสรุปข่าวสารการเงินการลงทุนรอบโลกทุกวัน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้วันละ 1-2 ชั่วโมง
โดยนายเจษฎาระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการใช้นวัตกรรม AI และข้อมูลพรีเมียมประมาณ 40,000 - 50,000 บาทต่อเดือน สามารถทดแทนศักยภาพการทำงานของบุคลากรได้ถึง 2–3 คน และเน้นย้ำว่าในยุค AI ทักษะความรู้เป็นสิ่งที่สามารถสร้างได้ด้วยเทคโนโลยี แต่สิ่งที่จะสร้างชัยชนะและความแตกต่างที่แท้จริงคือความคิดสร้างสรรค์และไอเดียของมนุษย์
2 ผู้บริหารเตือน ภัยคุกคามทางไซเบอร์-การหลอกลวง ความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนมักมองข้าม
นางสาววทันยา กล่าวว่า ประเทศไทยมีมูลค่าความเสียหายจากมิจฉาชีพสูงถึงปีละประมาณ 3,000 - 4,000 ล้านบาท และในปัจจุบันมิจฉาชีพได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการปลอมแปลงบุคคล (Deepfake) และสร้างกระดานเทรดปลอมที่มีความแนบเนียนอย่างมากจนส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินจำนวนมาก
โดยสถิติในไตรมาสแรกของปีพบว่ามีผู้ร้องเรียนจากการถูกหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 4 เท่า ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายและนิติบัญญัติตามไม่ทันความเร็วของมิจฉาชีพที่ใช้ AI นักลงทุนจึงต้องมีความตระหนักรู้และไม่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีจนขาดการตรวจสอบ
ในประเด็นด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และอนาคตของตลาดทุนไทย นายเจษฎาชี้ว่า AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมหาศาล ทำให้เกิดกลุ่มนักลงทุนยุคใหม่ที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ (AI Alpha Investor) ทั้งบุคคลและองค์กรจึงต้องเลือกระหว่างการปรับตัวเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเติบโต หรือการปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นองค์กรที่ล้าสมัย
"ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่าจะวางตำแหน่งตนเองเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน หรือจะขยับขึ้นเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI"
แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินลงทุนในกลุ่ม Data Center ถึง 1.1 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 กลับเติบโตเพียง 1.9%
สะท้อนว่าประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวยังไหลมาไม่ถึงประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง เนื่องจากไทยได้เพียงรายได้จากการเช่าพื้นที่ ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำเท่านั้น
"ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ สนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup / Solo Entrepreneur) ที่นำ AI มาใช้สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต"







