thansettakij
thansettakij
บิ๊กเอกชนเตือนลงทุนยุค AI จ้างงานวูบ ขอบีโอไอ 1.3 ล้านล้าน จ้างแค่ 8 หมื่น จี้เร่งปฏิรูปคน

บิ๊กเอกชนเตือนลงทุนยุค AI จ้างงานวูบ ขอบีโอไอ 1.3 ล้านล้าน จ้างแค่ 8 หมื่น จี้เร่งปฏิรูปคน

20 ต.ค. 69 | 08:18 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ต.ค. 69 | 08:18 น.

“เกรียงไกร” เตือนเศรษฐกิจยุค AI เปลี่ยนเกมลงทุน แต่สร้างงานลดลง ชี้ปี 2568 ต่างชาติขอส่งเสริมการลงทุน 1.3 ล้านล้านบาท จ้างงานเพียง 8.2 หมื่นคน จี้เร่งปฏิรูปทักษะแรงงาน เชื่อมการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม พร้อมหนุน SME ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ รับมือการแข่งขันยุคใหม่

KEY

POINTS

  • การลงทุนในอุตสาหกรรมยุค AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมีมูลค่าสูงแต่สร้างการจ้างงานต่ำ โดยยอดขอบีโอไอ 1.3 ล้านล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานเพียง 8.2 หมื่นตำแหน่ง
  • ภาคเอกชนชี้ว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนทั้งจำนวนและทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา
  • เสนอให้เร่งปฏิรูปการพัฒนาคน โดยให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมกำหนดความต้องการและหลักสูตรการศึกษา (Demand Driven) และนำ AI มาช่วยเพิ่มผลิตภาพให้ SME ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานหลัก

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ เมื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเติบโต แต่ไม่ได้สร้างการจ้างงานในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมยุคเดิม ขณะที่แรงงานไทยขาดทั้งจำนวนและทักษะตรงกับความต้องการของตลาด นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท. เสนอให้เร่งปฏิรูปการพัฒนาคน เชื่อมการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม และนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ โดยเฉพาะการช่วย SME ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานสำคัญของประเทศให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในเวที NATION FORUM ในหัวข้อ TALENT EVOLUTION BRIDGE THE GAP : เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก “คน” กำหนดอนาคต ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังถูก Disruption อย่างรุนแรง จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น

โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่คือการเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับรูปแบบอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป เพราะในอดีตเมื่อ 50–60 ปีก่อน ประเทศไทยได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) และมีแรงงานรองรับงานประจำ แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมใหม่มุ่งใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน ขณะเดียวกันไทยยังเผชิญปัญหาจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง

ลงทุนเทคโนโลยีสูง แต่จ้างงานต่ำกว่ายุคเดิม

นายเกรียงไกรระบุว่า ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มีมูลค่าสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยกลุ่มดิจิทัลและ Data Center มีมูลค่าถึง 1.115 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 76% ของยอดลงทุนทั้งหมด สะท้อนทิศทางการลงทุนที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในปี 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอขอต่างชาติ (FDI) มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท แต่ก่อให้เกิดการจ้างงานเพียง 8.2 หมื่นคน สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยุค AI อาจสร้างมูลค่าการลงทุนได้มหาศาล แต่ไม่ได้สร้างการจ้างงานในสัดส่วนเดียวกับอุตสาหกรรมแบบเดิม จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างการจ้างงาน พบว่าอุตสาหกรรม Data Center ใช้แรงงานค่อนข้างน้อย โดยเงินลงทุนทุก 1,000 ล้านบาท จ้างงานเฉลี่ยเพียง 5 คน แตกต่างจากอุตสาหกรรมในอดีตที่อาจจ้างงาน 400–500 คนต่อเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จ้างงานประมาณ 300–400 คน และอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) จ้างงานมากกว่า 200 คนต่อเงินลงทุนระดับเดียวกัน

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะดึงดูดเงินลงทุนได้เพิ่มขึ้น แต่ผลต่อการจ้างงานไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ประเทศจึงต้องรับมือทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานเชิงปริมาณ และการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม

บิ๊กเอกชนเตือนลงทุนยุค AI จ้างงานวูบ ขอบีโอไอ 1.3 ล้านล้าน จ้างแค่ 8 หมื่น จี้เร่งปฏิรูปคน

 

 

นายเกรียงไกรกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตเห็นได้ชัดจากประเทศจีน ซึ่งกำลังปรับโรงงานไปสู่ Dark Factory หรือโรงงานที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเปิดไฟ ด้วยการใช้หุ่นยนต์และหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (Cobots) ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องหยุดพักและลดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์

เมื่อการแข่งขันเปลี่ยนไปเช่นนี้ แรงงานไทยจึงไม่อาจพึ่งพาทักษะจากงานรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้จริง

บิ๊กเอกชนเตือนลงทุนยุค AI จ้างงานวูบ ขอบีโอไอ 1.3 ล้านล้าน จ้างแค่ 8 หมื่น จี้เร่งปฏิรูปคน

เร่งปฏิรูปคน 3 ระยะ เชื่อมการศึกษากับอุตสาหกรรม

สำหรับแนวทางรับมือ นายเกรียงไกรเสนอให้ดำเนินการเป็น 3 ระยะ เริ่มจากระยะเร่งด่วนที่ต้องฝึกอบรมให้แรงงานสามารถใช้เทคโนโลยีและ AI ได้ก่อน จากนั้นในระยะสั้นและระยะกลางต้องจัดหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางให้ตรงกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม ส่วนระยะยาวจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการศึกษาและสร้างทุนมนุษย์ใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีพัฒนากำลังคนจาก Supply Driven ซึ่งเป็นการออกแบบหลักสูตรโดยฝ่ายการศึกษาเป็นหลัก ไปสู่ Demand Driven ที่ให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนกำหนดความต้องการอย่างแท้จริง โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันจัดทำ Talent Intelligence และ Road Map เพื่อประเมินล่วงหน้า 3–5 ปีว่าอุตสาหกรรมต้องการแรงงานจำนวนเท่าใด ในสาขาใด และต้องมีทักษะอะไรบ้าง ก่อนนำข้อมูลไปออกแบบหลักสูตรร่วมกัน (Co-design)

นอกจากนี้ ต้องเน้นการเรียนรู้ที่ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on) ให้ผู้เรียนมีทักษะที่สามารถนำไปใช้เพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษา โดยภาคเอกชนควรส่งวิศวกรและผู้บริหารเข้ามาร่วมสอน พร้อมจัดระบบเรียนควบคู่การทำงานในโรงงานจริง (Work-integrated Learning) เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ภาคอุตสาหกรรมใช้งานอยู่จริง

แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดข้อจำกัดของสถาบันการศึกษาที่อาจมีงบประมาณไม่เพียงพอในการปรับปรุงเครื่องจักรให้ทันสมัย โดยนายเกรียงไกรระบุว่า เมื่อผู้เรียนผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด สภาอุตสาหกรรมฯ สามารถสนับสนุนแพ็กเกจการรับเข้าทำงานพร้อมการันตีเงินเดือน เพื่อเชื่อมการพัฒนาทักษะเข้ากับโอกาสการมีงานทำอย่างเป็นรูปธรรม

บูมอาชีวศึกษา รับงานจริง-ปั้นคนทำงานร่วมกับ AI

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ประเทศไทยควรกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาอาชีวศึกษาอย่างจริงจัง เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทักษะปฏิบัติจริงมากขึ้น ในอดีตไทยมุ่งเพิ่มสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุน จนทำให้วุฒิการศึกษากลายเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเงินเดือน ทั้งที่วุฒิไม่ได้เป็นหลักประกันว่าผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติงานได้จริงเสมอไป

เมื่อเทียบกับแนวทางของประเทศพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนี ซึ่งให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาในฐานะกำลังคนสายปฏิบัติการ ขณะที่อุดมศึกษาทำหน้าที่ด้านการคิดวิเคราะห์ จะเห็นว่าไทยมีโอกาสฟื้นฟูการเรียนสายอาชีพให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสถานประกอบการต้องการบุคลากรที่มีทักษะพร้อมทำงาน มากกว่าการพิจารณาจากวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน แรงงานรุ่นใหม่ต้องปรับวิธีคิดให้พร้อมรับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์และ AI ไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการทำงานเป็นทีมเดียวกับเทคโนโลยี เข้าใจข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้รวดเร็ว

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องฝึกให้เด็กไทยคิดเป็น มีหลักคิดวิเคราะห์ อ่าน Data เป็น เข้าใจและแก้ปัญหาได้ เรียนรู้ไว ปรับตัวเร็ว และทำงานร่วมกันเป็นทีม”

นายเกรียงไกรยังยกตัวอย่างโครงการ AI for Manufacturing ซึ่ง ส.อ.ท. ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำ AI ไปทดลองใช้ในโรงงาน 25 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยวัดผลก่อนและหลังการใช้งาน พบว่าสามารถลดต้นทุนได้เฉลี่ยประมาณ 30% นอกจากช่วยให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังทำให้พนักงานเกิดความตื่นตัวและมีประสบการณ์ใช้งาน AI จริง

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่การลงทุนเครื่องจักรหรือระบบราคาแพง แต่ต้องทำให้บุคลากรสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริงด้วย

เร่งช่วย SME ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ สร้างโอกาสรอด

อีกประเด็นที่นายเกรียงไกรแสดงความกังวลคือสถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนถึง 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด จ้างงานประมาณ 70% แต่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพียง 35.5% สะท้อนช่องว่างระหว่างบทบาทด้านการจ้างงานกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้น

ขณะนี้ SME กำลังเผชิญความเปราะบางจากการแข่งขันและสินค้าต่างชาติราคาถูกที่เข้ามากดดันตลาด ส่งผลให้ธุรกิจไทยจำนวนหนึ่งรับมือได้ยาก โดยข้อมูลที่นายเกรียงไกรกล่าวถึงระบุว่า การปิดกิจการของ SME ในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนเพิ่มขึ้น 11% สถานการณ์นี้ทำให้การพัฒนาทักษะและการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยธุรกิจรายย่อยกลายเป็นโจทย์เร่งด่วน ไม่ใช่เพียงการเตรียมคนเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น

นายเกรียงไกรเสนอว่า การนำ AI มาใช้ต้องเลือกให้เหมาะสมกับขนาดและความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม ตามแนวคิด Small AI หรือ Appropriate Technology ที่เน้นเทคโนโลยีเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเลือกเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์สำคัญคือเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถนำไปสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง

การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงต้องทำควบคู่กับการสร้างทักษะผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เพื่อให้ SME สามารถประเมินปัญหาของตนเอง เลือกเทคโนโลยีได้เหมาะสม และปรับรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่เปลี่ยนไป โดยภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินความต้องการกำลังคน การออกแบบหลักสูตร ไปจนถึงการนำความรู้ไปใช้จริงในสถานประกอบการ

นายเกรียงไกรย้ำว่า การพัฒนาคนและเทคโนโลยีจะเกิดผลได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสร้างคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว และสามารถนำเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้

ท้ายที่สุด การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครลงทุนในเทคโนโลยีได้มากกว่า แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริง ตั้งแต่โรงงานขนาดใหญ่ไปจนถึง SME หากไทยสามารถเชื่อมการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรม และสร้างคนให้พร้อมทั้งด้านความคิด ทักษะปฏิบัติ และการใช้เทคโนโลยี ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน