thansettakij
thansettakij
อว.รื้อหลักสูตรรับโลก AI ปลดล็อกปริญญาตรีจบ 2 ปี เติม STEM ให้เด็กทุกสาย

อว.รื้อหลักสูตรรับโลก AI ปลดล็อกปริญญาตรีจบ 2 ปี เติม STEM ให้เด็กทุกสาย

20 ต.ค. 69 | 08:52 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ต.ค. 69 | 08:52 น.

ปลัดกระทรวง อว. ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว หลักสูตร 4 ปีแบบเดิมอาจไม่ทันโลก เร่งดันการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงแตะ 100% ปลดล็อกปริญญาตรีจบได้ใน 2–3 ปี เปิดทางคอร์สเอกชนนับหน่วยกิต เติมทักษะ STEM-AI ให้เด็กทุกสาย พร้อมผนึกกำลังรัฐ-มหาวิทยาลัย-เอกชน-ชุมชน ปั้นกำลังคนรับเศรษฐกิจอนาคต

KEY

POINTS

  • อว. ปรับเกณฑ์หลักสูตรอุดมศึกษาให้มีความยืดหยุ่น โดยยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องเรียน 4 ปี ทำให้สามารถจบปริญญาตรีได้ภายใน 2-3 ปี โดยเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นหลัก
  • ส่งเสริมการเพิ่มทักษะด้าน STEM และ AI ให้กับนักศึกษาสายสังคม (Non-STEM) เพื่อผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มในโลกการทำงานยุคใหม่
  • ปรับเปลี่ยนการเรียนรู้จากการบรรยายในห้องเรียนไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) และเปิดให้นำหลักสูตรออนไลน์จากภาคเอกชนมานับหน่วยกิตได้

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกำลังท้าทายระบบการศึกษาไทย เมื่อหลักสูตรที่ใช้เวลาผลิตบัณฑิตหลายปีอาจไม่ทันกับความต้องการของตลาดแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงเร่งปรับแนวทางพัฒนากำลังคน ตั้งแต่การสร้างทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ การปลดล็อกหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับภาคเอกชนและชุมชน เพื่อให้คนไทยพร้อมเรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดชีวิต

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวในเวที NATION FORUM  หัวข้อ TALENT EVOLUTION BRIDGE THE GAP: เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก “คน” กำหนดอนาคต ว่า กระทรวง อว. มักถูกตั้งคำถามเรื่องการผลิตบัณฑิตไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แรงงาน แต่เมื่อพิจารณาบริบทเทคโนโลยีดิสรัปชัน จะพบว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนการวางแผนผลิตคนด้วยหลักสูตรแบบเดิมอาจไม่ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ต้องสร้างคนปรับตัวได้

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การเรียนปริญญาตรีตั้งแต่ปี 1 จนจบปี 4 อาจไม่สามารถรับประกันได้ว่าความรู้ที่ได้รับจะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในวันที่สำเร็จการศึกษา โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่าง Generative AI ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

การพัฒนาทักษะคนจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งทักษะเฉพาะทาง (Technical/Specific Skill) และทักษะทางสังคมและการทำงาน (Soft Skill) แต่ความท้าทายสำคัญคือ การสร้างทักษะเฉพาะทางให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเป็นเรื่องยาก กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะพื้นฐานที่ติดตัวผู้เรียนไปได้ในระยะยาว โดยเฉพาะความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Change) และกรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวต้องปรับวิธีเรียนรู้จากการนั่งเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) เช่น การฝึกงาน การทำโครงการวิจัยหรือโครงงานปลายหลักสูตร (Capstone Project) และการลงมือทำงานตามโจทย์จริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ตัดสินใจ แก้ปัญหา และปรับตัวในสถานการณ์จริง

ปัจจุบัน กระทรวง อว. ดูแลหลักสูตรในมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศประมาณ 9,500–10,000 หลักสูตร จากเมื่อราว 2 ปีก่อนที่มีหลักสูตรเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเพียง 30–40% ได้ขับเคลื่อนจนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50% และตั้งเป้าผลักดันให้เข้าใกล้ 100%

“หากเน้นสร้างเฉพาะ Technical Skill จะไม่มีทางไล่ทันเทคโนโลยี เราจึงต้องเน้นสร้างฐานรากทักษะ และคิดแบบผู้ประกอบการให้เด็กสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา”

อว.รื้อหลักสูตรรับโลก AI ปลดล็อกปริญญาตรีจบ 2 ปี เติม STEM ให้เด็กทุกสาย

ปลดล็อกหลักสูตร จบปริญญาตรีได้ใน 2–3 ปี

นอกจากการปรับวิธีเรียนรู้แล้ว กระทรวง อว. ยังปรับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรอุดมศึกษาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่กำหนดให้หลักสูตรปริญญาตรีต้องเรียนอย่างน้อย 4 ปี และไม่เกิน 8 ปี เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยออกแบบระยะเวลาการเรียนได้ตามความเหมาะสม อาจจบภายใน 2 ปี หรือ 3 ปี หรือใช้เวลานานกว่านั้นได้ โดยยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานหน่วยกิตที่เกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) เป็นหลัก

การปรับเกณฑ์นี้มีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับทักษะที่ผู้เรียนต้องมีจริง แทนการยึดระยะเวลาเรียนเป็นเงื่อนไขตายตัว ขณะเดียวกัน ยังเปิดทางให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้จากภายนอกมหาวิทยาลัยมาใช้ประกอบการศึกษาได้มากขึ้น

ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป (General Education: GE) กระทรวง อว. อนุญาตให้นำหลักสูตรออนไลน์จากภาคเอกชนมานับเป็นหน่วยกิตได้ เช่น หลักสูตรจาก Microsoft หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง และสามารถนำผลการเรียนมาใช้ประกอบการสำเร็จการศึกษาได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

แนวทางนี้สะท้อนการเปิดกว้างให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น โดยไม่จำกัดการเรียนรู้ไว้เฉพาะภายในสถาบันการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

เติม STEM-AI ให้เด็ก Non-STEM สร้างมูลค่าเพิ่ม

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือโครงสร้างผู้เรียนในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เทียบกับสาขาอื่น (Non-STEM) โดย ศ.ดร.ศุภชัย ระบุว่า ประเทศไทยมีนักศึกษา Non-STEM ประมาณ 60% และ STEM 40% ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วน STEM ราว 60% และ Non-STEM 40%

เมื่อการเปลี่ยนสัดส่วนผู้เรียนให้หันมาเลือก STEM โดยตรงทำได้ยาก กระทรวง อว. จึงปรับแนวทางมาเติมทักษะ STEM และ AI ให้กับนักศึกษา Non-STEM แทน เพื่อผสานความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้ากับจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนกลุ่มนี้

การเพิ่มทักษะดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานหรือธุรกิจได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผู้เรียนทุกคนให้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร แต่ทำให้คนจากหลากหลายสาขามีทักษะพร้อมทำงานในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

แนวทางนี้จึงเป็นการปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ทั้งการร่วมออกแบบกับภาคอุตสาหกรรม การเปิดรับหลักสูตรจากเอกชน และการเติมทักษะเทคโนโลยีให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกำลังคนไทย

ผนึก 4 ฝ่าย สร้างการศึกษาตอบโจทย์เศรษฐกิจ

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาและหลักสูตรในยุคปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการโดยภาคการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือแบบ 4 ประสาน หรือ Quadruple Helix ได้แก่ ภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนหรือท้องถิ่น เพื่อให้การพัฒนาคนตอบโจทย์ทั้งความต้องการของตลาดแรงงานและบริบทเศรษฐกิจในพื้นที่

การดึงชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมีความสำคัญ เพราะการศึกษาต้องไม่จำกัดเป้าหมายอยู่ที่การผลิตแรงงานให้กับภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ต้องช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากด้วย เมื่อชุมชนมีความสามารถในการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรในพื้นที่ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนความมั่นคงของเศรษฐกิจโดยรวม

ในมุมของกระทรวง อว. การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต การเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง การเปิดหลักสูตรให้ยืดหยุ่นตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและชุมชน

เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ตรงกับความต้องการในวันนี้ แต่ต้องสร้างคนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับตัวต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ได้จริงในอนาคต

“การศึกษาต้องลงไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนท้องถิ่นด้วย”ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย