thansettakij
thansettakij
AI–หุ่นยนต์ พลิกเศรษฐกิจไทย ธุรกิจต้องวัดผลจริง–ยกระดับคน

AI–หุ่นยนต์ พลิกเศรษฐกิจไทย ธุรกิจต้องวัดผลจริง–ยกระดับคน

20 ต.ค. 69 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ต.ค. 69 | 13:36 น.

เวที NATION FORUM 2027 ชี้โอกาสใช้ AI และหุ่นยนต์เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจ “เรืองโรจน์” เตือนระวัง AI การละคร ด้าน SKY วางกลยุทธ์ลดต้นทุน–รับมือขาดแคลนแรงงาน พร้อมหาโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ขณะที่ AGIBOT ขยายการใช้งานหุ่นยนต์สู่ภาคธุรกิจ

KEY

POINTS

  • การนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ธุรกิจต้องมุ่งเน้นการวัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง เช่น การลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้ใหม่
  • เทคโนโลยีสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน พร้อมกับยกระดับทักษะพนักงานเดิมให้สามารถควบคุมเทคโนโลยีและทำงานที่ซับซ้อนซึ่งมีมูลค่าสูงขึ้น
  • ผู้นำองค์กรต้องมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และต้องระวัง "AI การละคร" หรือการลงทุนในเทคโนโลยีโดยไม่เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แท้จริง
  • ภาคธุรกิจเริ่มนำหุ่นยนต์และ AI ไปใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีในอนาคต

การเปลี่ยน AI และหุ่นยนต์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องอาศัยมากกว่าการลงทุนซื้อเทคโนโลยี แต่ต้องปรับวิธีทำงาน พัฒนาทักษะบุคลากร และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้ ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และต่อยอดรายได้ใหม่

ประเด็นดังกล่าวเป็นสาระสำคัญจากเวที THE INTELLIGENCE ECONOMY | AI, Robotics & Quantum ภายในงาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ซึ่งเนชั่นกรุ๊ปจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ครอบคลุม 6 วาระสำคัญในการเตรียมความพร้อมประเทศไทยรับการเปลี่ยนแปลงของโลกตามข้อมูลการจัดการของเนชั่น

“เรืองโรจน์” เตือนระวัง AI การละคร ชี้ "ซีอีโอ" ต้องนำองค์กรเปลี่ยนวิธีทำงาน

นายเรืองโรจน์ พูนผล ผู้ร่วมก่อตั้ง House of Wisdom (H.O.W.) Club กล่าวในหัวข้อ People | From AI Tools to AI Teammates — จากเครื่องมือสู่เพื่อนร่วมงาน ว่า  แม้องค์กรต่าง ๆ จะลงทุนและทดลองใช้ AI เพิ่มขึ้น แต่หลายแห่งยังไม่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นกำไร ผลิตภาพ หรือประสบการณ์ที่ดีขึ้นของลูกค้าได้

ปัญหาสำคัญคือ “AI Theatre” หรือ “AI การละคร” ที่องค์กรมีโครงการและตัวอย่างการใช้งานจำนวนมาก แต่ไม่สร้างมูลค่าทางธุรกิจ เพราะนำ AI ไปเสริมกระบวนการเดิมโดยไม่ทบทวนวิธีทำงาน บางกรณีกลับเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบจนกลายเป็นภาระใหม่

นายเรืองโรจน์ พูนผล

เรืองโรจน์เสนอว่า การก้าวสู่ AI-Native Company ต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์ของผู้นำ ควบคู่กับการออกแบบธุรกิจใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากร และรักษาวิจารณญาณของมนุษย์ โดยซีอีโอต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่าน ร่วมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI Agent กำลังเปลี่ยนทั้งการทำงานและการซื้อสินค้า เมื่อ AI สามารถช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และซื้อสินค้าแทนผู้บริโภค ธุรกิจจึงต้องเตรียมระบบให้รองรับ พร้อมรับมือการแข่งขันด้านราคาและบทบาทของแบรนด์ที่อาจเปลี่ยนไป

อีกหัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลและองค์ความรู้ที่สะสมอยู่ในองค์กรมาใช้ เพื่อให้ AI เข้าใจบริบทของธุรกิจ พร้อมพัฒนาทักษะคนทั้งด้านเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจ โดยเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับงาน ต้นทุน และความเสี่ยง

เรืองโรจน์ย้ำว่า ผู้บริหารต้องเข้าใจข้อจำกัดของ AI ทั้งการสร้างข้อมูลผิด การตอบเอาใจ และความลำเอียง พร้อมวางระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องมือ แต่ต้องดูว่าองค์กรสร้างความสามารถใหม่ได้จริงเพียงใด

“อย่ายอมสูญเสียความเป็นมนุษย์ให้กับ AI” เรืองโรจน์กล่าว

สกาย ไอซีที ชูกลยุทธ์ “Humanoid Robot & AI” แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน 

ด้านนายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY กล่าวถึงแนวทางลงทุนใน AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์ระยะสั้นและโอกาสเติบโตระยะยาว โดยชื่อและตำแหน่งสอดคล้องกับข้อมูลผู้บริหารของ SKY

นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงาน (Human Labor Shortage) ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทย่อยที่มีบุคลากรฝั่งปฏิบัติการ เช่น พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านมากกว่า 14,000 คน การนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยทำงานที่ซ้ำซ้อน (Repetitive Jobs) จะส่งผลดี 2 ต่อ คือ 

  •  สามารถหมุนเวียนแรงงานไปรองรับไซต์งานอื่นๆ ที่ยังขาดแคลนได้อย่างยืดหยุ่น

  • ยกระดับพนักงานเดิมจากการทำงานแรงงานไปสู่การควบคุมเทคโนโลยี ทำงานที่ต้องใช้การตัดสินใจหรือแก้ปัญหาซับซ้อน (Extra Jobs) ซึ่งช่วยสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจและเปิดโอกาสให้พนักงานมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น

นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY หุ่นยนต์ AGIBOT A3 Ultra ภายใต้ชื่อหุ่นยนต์ SKY AVI ที่มาโชว์ในงาน NATION FORUM 2027 THAILAND’S AGENDAI

 

ในมุมของ สิทธิเดช มองว่าการลงทุนในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายช่วงเริ่มต้นของคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ยังมีความไม่แน่นอน การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีจึงต้องดำเนินควบคู่กับความรอบคอบในการลงทุน

ส่วนระยะกลางถึงระยะยาว บริษัทมุ่งพัฒนารูปแบบการใช้งานเชิงพาณิชย์ใหม่ เพื่อเปลี่ยนการวิจัยและทดลองให้เป็นแหล่งรายได้ และสร้างโอกาสเติบโตระลอกใหม่ หรือ New S-Curve โดยพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน และประสบการณ์ลูกค้า

นอกจากนี้ นายสิทธิเดช ยังสะท้อนมุมมองต่อกรณีที่ภาครัฐและ BOI พิจารณาการสนับสนุนงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท ว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะเป็น Funding สำคัญที่ช่วยยกระดับและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีองค์ประกอบด้านหุ่นยนต์ Humanoid (Humanoid Robot Component Country) พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการขนาดกลางให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI Automation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"Sky ได้ร่วมมือกับ Aibot ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อนำเข้าและพัฒนาองค์ความรู้ (Know-how) ด้านหุ่นยนต์และ AI เข้ามาปรับใช้ในประเทศไทย ทั้งการสร้าง AI Factory เพื่อเพิ่มความฉลาดให้กับหุ่นยนต์ การพัฒนาความสามารถในการตอบสนองหลากหลายภาษา (Ability to Response) รวมถึงการต่อยอด Use Cases ในภาคธุรกิจการบิน (Aviation) เช่น การช่วยขนกระเป๋า การเก็บข้อมูลพฤติกรรม ตลอดจนงานด้านความปลอดภัย (Security) และการใช้หุ่นยนต์ลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงภัยแทนมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต" นายสิทธิเดช กล่าว

AGIBOT  ลุยขยายฐานใช้งานจริงในอุตสาหกรรม-สวนสนุก พร้อมดันไทยสู่ฮับ AI อนาคต

ขณะที่ นายอาเบล เติง (Abel Deng) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางของ AGIBOT สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่กำลังขยายจากการสาธิตและทดลองไปสู่การใช้งานในภาคธุรกิจ 

AGIBOT ระบุในประกาศวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งอ้างอิงข้อมูล IDC ว่า บริษัทมียอดส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 8,600 ตัวในครึ่งแรกของปี 2569 คิดเป็นประมาณ 35% ของยอดส่งมอบทั่วโลก และอยู่ในอันดับหนึ่งตามเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตัวเลขนี้เป็นยอดส่งมอบในช่วงเวลาที่ระบุ ตามประกาศของบริษัทที่อ้างข้อมูล IDC

ตัวอย่างการใช้งานคือความร่วมมือกับ Chimelong Group ที่นำหุ่นยนต์มากกว่า 300 ตัวเข้าประจำการในระยะแรก ณ Chimelong Spaceship Park เมืองจูไห่ ประเทศจีน ครอบคลุมงานบันเทิง การเรียนรู้ การนำทาง บริการผู้เข้าชม และงานโรงแรม ตามประกาศของ AGIBOT วันที่ 24 กันยายน 2569

ปัจจุบัน หุ่นยนต์ของ AGIBOT ได้ก้าวข้ามจากขั้นตอนการทดลอง (Experimental) สู่เฟสการใช้งานจริงในภาคการผลิตและธุรกิจแล้ว โดยมีการถ่ายทอดสดการทำงานของหุ่นยนต์ในสายการผลิตจริงของโรงงาน ซึ่งสามารถปฏิบัติภารกิจได้มากกว่า 64,000 งาน ด้วยอัตราความสำเร็จสูงถึง 99.99% นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา AGIBOT ยังได้ร่วมมือกับ Chimelong Theme Park สวนสนุกขนาดใหญ่ที่สุดในจีนและติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ณ เมืองจูไห่ โดยนำหุ่นยนต์กว่า 300 ตัวเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ทั้งงานต้อนรับ การให้บริการ และการนำทางเสมือนพนักงานจริงๆ และมีแผนจะขยายจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,000 ตัวในอนาคต

 นายอาเบล เติง (Abel Deng)

การใช้งานในสภาพแวดล้อมจริงยังช่วยให้บริษัทนำข้อมูลกลับไปพัฒนาโมเดล AI และความสามารถของหุ่นยนต์ เพื่อรองรับภารกิจที่หลากหลายและทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ดีขึ้น

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ช่วยขับเคลื่อนชั้นข้อมูล (Data Layer) ตั้งแต่การผลิตและการปรับใช้จำนวนมาก (Mass Production & Deployment) ไปจนถึงการพัฒนาอัลกอริทึมและโมเดล AI ให้มีความฉลาดและตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายยอดขายในปีหน้าไว้ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่ในปี 2024 เคยทำรายได้แตะ 65 ล้านหยวน (ประมาณ 300 ล้านบาท) และเติบโตอย่างรวดเร็วจนทำรายได้ทะยานถึง 1 พันล้านหยวนในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ AI ของจีน

สำหรับประเทศไทย สามารถสร้างองค์ความรู้และระบบนิเวศด้าน AI กับหุ่นยนต์ ตั้งแต่การพัฒนาระบบฝึก AI ความสามารถในการสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในธุรกิจการบิน งานขนสัมภาระ งานบริการ และงานรักษาความปลอดภัย รวมถึงการใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงแทนมนุษย์

มุมมองของผู้ร่วมเวทีทั้งสามคนจึงเชื่อมโยงกันที่การนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาธุรกิจอย่างชัดเจน พร้อมพัฒนาคนและกระบวนการทำงาน เพื่อให้การลงทุนด้าน AI และหุ่นยนต์สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ และต่อยอดขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย.