
DELTA เปิดกำไรไตรมาส 2 ทะยาน 6,075 ล้าน โต 31% รับดีมานด์ AI
DELTA โชว์กำไรไตรมาส 2/69 ที่ 6,075 ล้านบาท โต 31.3% รับดีมานด์ AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนสูงกดอัตรากำไร
KEY
POINTS
- DELTA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 6,075 ล้านบาท เติบโตขึ้น 31.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- การเติบโตมีปัจจัยหลักจากอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งหนุนยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์และเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์
- มียอดขายสินค้าและบริการรวม 65,191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.5% แม้จะเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลประกอบการประจำไตรามาส 2/2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 65,191 ล้านบาท ส่งมอบการเติบโตในระดับสูงร้อยละ 46.5 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 6.2 จากไตรมาสที่แล้ว
AI หนุนผลงาน
โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในสายธุรกิจเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังคงมีโมเมนตัมการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง หนุนโดยอุปสงค์ที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการนำ AI ไปใช้งานในวงกว้าง ก่อให้เกิดการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อการประมวลผลสมรรถนะสูง
โดยกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างเร่งเดินหน้าเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ AI อย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงปริมาณคำสั่งซื้อจำนวนมากทั้งระบบกำลังไฟ ระบบระบายความร้อนและการบริหารจัดการพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม และโซลูชั่นอาคารอัจฉริยะ ล้วนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มพลังงานยานยนต์ไฟฟ้ายังเผชิญสภาวะความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลกทำให้ยอดขายยังคงอ่อนตัว ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เร่งขยายกำลังการผลิต และเปิดใช้งานอาคารโรงงานใหม่สองแห่งที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูในไตรมาสนี้เพื่อรองรับแนวโน้มรายได้ขาขึ้น
พร้อมคงมุมมองธุรกิจเชิงบวกบนหลักความระมัดระวัง เพื่อสร้างเสถียรภาพในการดำเนินงาน ภายใต้ปัจจัยมหภาคที่กดดันห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อ และราคาพลังงาน
ต้นทุนวัตถุดิบสูงกดอัตรากำไร
กำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ มีจานวน 17,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวลดลงร้อยละ 10.3 จากไตรมาสที่แล้ว โดยบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้เกิดอุปสรรคในการขับเคลื่อนแผนการผลิต อันส่งผลถึงปริมาณสินค้าคงคลังที่ไม่สมดุลจากการผลิตและส่งมอบให้กับลูกค้าได้ไม่เต็มที่
โดยภาพรวมอัตรากำไรไตรมาสนี้มีปัจจัยกดดันจากราคาต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และมีการตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพิ่มเติม รวมถึงสัดส่วนการขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์มีอัตรากำไรต่างจากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ บริษัทฯ เร่งบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อบรรเทาสถานการณ์ ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มคลี่คลายในไตรมาสถัดไป
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีจำนวน 11,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 จากไตรมาสที่แล้ว และปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 88.8 จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากค่าสิทธิจ่ายเพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับการผลิตและแนวโน้มการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีจากสิทธิบัตรของบริษัทแม่ในไต้หวัน
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีบันทึกค่าใช้จ่ายด้านการขายในส่วนภาษีศุลกากรภายใต้การเรียกเก็บของรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้บริษัทฯ เกิดค่าใช้จ่ายอากรเพื่อส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในการเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจำนวนเงินส่วนนี้จะถูกบันทึกในรายได้ตามหลัก IFRS
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสนี้เพื่อรองรับการผลิตและส่งมอบสินค้าปริมาณสูงตามความต้องการของลูกค้า สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นตามทิศทางเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนการบริหารได้ดี ส่งผลให้มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวต่อรายได้รวมลดลงจากปีที่แล้ว
ขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ มีจานวน 6,114 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรร้อยละ 9.4 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 11.4 ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอุปสรรคด้านการขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน พร้อมรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 526 ล้านบาท รายได้ค่าสิทธิ 388 ล้านบาท ร่วมกับรายได้ชดเชยการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่นๆ
รวมทั้งบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่ม 1,032 ล้านบาท ตามกฎการคำนวณภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two model rule) ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 6,075 ล้านบาท เติบโตสูงร้อยละ 31.3 จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 9.3 และกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.49 บาท เทียบกับ 0.37 บาทต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน







