thansettakij
thansettakij
CIMBT โชว์กำไร 908 ล้าน โต 8.4% อานิสงส์สำรองลด ฝ่าด่าน NIM-ค่าธรรมเนียมหดตัว

CIMBT โชว์กำไร 908 ล้าน โต 8.4% อานิสงส์สำรองลด ฝ่าด่าน NIM-ค่าธรรมเนียมหดตัว

21 เม.ย. 69 | 04:51 น.
อัปเดตล่าสุด :21 เม.ย. 69 | 04:59 น.

CIMBT กำไร Q1/69 อยู่ที่ 908 ล้านบาท โต 8.4% จากปีก่อน รับแรงหนุนตั้งสำรองลดลง 21.1% และคุมต้นทุนได้ แม้รายได้รวมลดลง 3.1% NIM หดเหลือ 1.96% สะท้อนแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ NPL ลดเหลือ 2.1% และ Coverage Ratio สูง 178% เสริมคุณภาพสินทรัพย์

KEY

POINTS

  • ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) มีกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 908.2 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตของกำไรมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงถึง 21.1% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงเล็กน้อย
  • การเติบโตของกำไรเกิดขึ้นท่ามกลางรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลง 3.1% โดยมีแรงกดดันจากทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวลดลง

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT รายงานผลการดำเนินงานงวดสามเดือนแรกปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 นั้น ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 908.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.1 ล้านบาท และโต 8.4% จากปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.6% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 21.1% สุทธิกับรายได้จากการดำเนินงานลดลง 3.1%

รายได้จากการดำเนินงาน สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวน 3,473.3 ล้านบาท ลดลง 110.6 ล้านบาท หรือ 3.1% จากปีก่อน เนื่องจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 156.8 ล้านบาท หรือ 7.1% โดยมีสาเหตุหลักจากอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ลดลงตามสภาพแวดล้อมของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ

และการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจำนวน 82.2 ล้านบาท หรือ 22.7% เกิดจากการลดลง ของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยและรายได้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายสุทธิกับรายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 128.4 ล้านบาท หรือ 12.6% สาเหตุหลักมาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน

ในด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2568 ลดลง 9.4 ล้านบาทหรือ 0.6% จากการลดลงของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานสุทธิกับการเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 48.9% จากปีก่อนอยู่ที่ 47.6%

อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1.96% ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 2.04% เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งส่งผลให้ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลดลง นอกจากนี้ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการลดลงของสินเชื่อ แม้ว่าจะได้รับการชดเชย บางส่วนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงก็ตาม

ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่น และเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 236.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ขณะเดียวกันกลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน บางประเภท) จำนวน 286.9 พันล้านบาท ลดลง 4.8% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 301.5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 82.5% จาก 77.2% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

ในแง่ของสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 5.0 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้น อยู่ที่ 2.1% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 2.2% เป็นผลจากการที่กลุ่มธนาคารมีนโยบาย การจัดการความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่อที่รัดกุม มาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุง แนวทางในการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีอยู่ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 178.0% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 171.5% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 8.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 58.6 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วน เงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 19.6% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ระดับ 15.2% เป็นต้น