thansettakij
thansettakij
กูรูชี้ Q2 หุ้นไทยผันผวน สงครามชี้ชะตา SET แกว่งกรอบ 1,340–1,570 จุด

กูรูชี้ Q2 หุ้นไทยผันผวน สงครามชี้ชะตา SET แกว่งกรอบ 1,340–1,570 จุด

บล.พาย เตือนสงครามยืดเยื้อเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย ผ่านต้นทุนพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ คาด SET แกว่งในกรอบกว้าง แนะลงทุนเชิงรับ เน้นตราสารหนี้ หุ้นรายกลุ่ม และถือเงินสด

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2 โดยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจของไทย
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าดัชนี SET จะมีความผันผวนสูงและเคลื่อนไหวในกรอบ 1,340–1,570 จุด
  • คำแนะนำการลงทุนเน้นการเลือกเป็นรายตัว (Selective) ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์หากราคาน้ำมันลดลง เช่น สายการบิน ค้าปลีก และการเงิน ควบคู่กับการเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้และถือเงินสด

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/2569 ปัจจัยกำหนดทิศทางอาจอยู่ที่สงครามในตะวันออกกลางว่าจะคลี่คลายลงได้บ้างหรือไม่ เพราะท่าทีที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดสงครามคล้ายว่าค่อนข้างยืดเยื้อ

หากสถานการณ์ยืดเยื้อผลกระทบจะเริ่มตามมากดดันเศรษฐกิจ เพราะไทยพึ่งพิงแหล่งพลังงานจาก HORMUZ เป็นหลักแบ่งออกเป็น UAE 29% SAUDI 9% Qatar 6.6% และอื่นๆ ทำให้อาจขาดแคลนพลังงาน (กรณียืดเยื้อ) มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานมีโอกาสเกิดขึ้นแต่จะเป็นลบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้น

แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายลงแนะติดตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบเป็นหลัก เพราะแม้สงครามอาจจบลงแต่ช่วงที่ผ่านมาเกิดการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในตะวันออกกลาง จึงอาจกดดันให้น้ำมันดิบแม้ปรับฐานแต่จะไม่ได้ปรับฐานแรง แต่หากน้ำมันยืนระดับสูงจะยังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ การบริโภค รวมถึงตลาดหุ้น

ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในช่วงไตรมาส 2/2569 ทางฝ่ายมองว่ายังเน้นที่สถานการณ์พลังงานโลกและไทย เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย พร้อมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

การเคลื่อนไหวของดัชนีในช่วงไตรมาส 2/2569 ประเมินไว้ที่ 1,340 - 1,570 โดยประเมิน Upside จากระดับดัชนีที่ 1,500 จุด จะเริ่มจำกัดด้วย Valuation ที่แพง PE ราว 16 เท่า ในช่วงเกิดสงครามตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. - ต้นเดือน เม.ย. พบว่า SET INDEX ปรับลงเพียง 4-5% เพราะได้แรงหนุนจากกลุ่มปิโตรเคมี พลังงาน และ DELTA

สำหรับกลุ่มที่น่าลงทุนในช่วง ไตรมาส 2/2569 เน้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและจะได้ประโยชน์ อย่างสายการบิน (BA) โรงแรม (CENTEL MINT) ค้าปลีก (CPALL) การเงิน (MTC SAWAD)

อย่างไรก็ตาม แนะนำเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้เพราะราคาปรับลงมาค่อนข้างมาก พร้อมกับกลุ่ม TECH ในสหรัฐฯที่ Valuation เริ่มน่าสนใจ หุ้นไทยเลือกเป็นรายกลุ่มในกลุ่มที่แนะนำ ทองคำมองเป็นจุดทยอยลดพอร์ตการลงทุนมากกว่า พร้อมแนะมีเงินสดมากขึ้นเนื่องจากหลายๆ สินทรัพย์ค่อนข้างแพง

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department InnovestX กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น

ด้วยความกังวลด้านอุปทานน้ำมันนำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคานั้น หากยืนในระดับสูงต่อเนื่องตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด

ทั้งนี้ ทางฝ่ายยังคงแนะนำให้ 'Stay Invested, Stay Selective' การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และ เพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี

ส่วนการลงทุนทองคำนั้น มองว่าการถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลางถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น

อย่างไรก็ดี การลงทุนในระยะยาวแนะนำให้มองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

ประเมินว่าในไตรมาส 2/2569 นี้ รัฐบาลน่าจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ในเดือนเม.ย. ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ด้านพลังงานจะมีข้อสรุปจะเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการบริโภคภายในประเทศ ส่วนในระยะยาวควรเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ