thansettakij
thansettakij
KKP พลิกฟื้นกำไร Q1 โต 84% แตะ 1.95 พันลบ. คุมต้นทุน-สำรองลดหนุน NPL ลดเหลือ 4.1%

KKP พลิกฟื้นกำไร Q1 โต 84% แตะ 1.95 พันลบ. คุมต้นทุน-สำรองลดหนุน NPL ลดเหลือ 4.1%

20 เม.ย. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 09:20 น.

KKP โชว์กำไร Q1/69 แตะ 1,955 ล้านบาท โต 84.2% รับแรงหนุนรายได้ค่าธรรมเนียม-ลงทุนพุ่ง 64.7% คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น NPL ลดเหลือ 4.1% แม้ NIM ทรงตัว-สินเชื่อโตระมัดระวัง สะท้อนการฟื้นตัวมีคุณภาพ

KEY

POINTS

  • KKP รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • การเติบโตของกำไรได้รับแรงหนุนหลักจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ขยายตัวสูง การบริหารจัดการต้นทุน และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง
  • คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.1%

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารเกียรตินาคินภัทรและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 1,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.2% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง

แรงหนุนหลักของผลประกอบการมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยซึ่งขยายตัว 64.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากบริการทางการเงินและการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Dime! รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน และค่านายหน้าประกันภัย รวมถึงกำไรจากเครื่องมือทางการเงินตามภาวะตลาด ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทรยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

ในด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลง 5.2% ตามกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อที่เน้นคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ในระดับทรงตัว

ด้านสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1.5% จากสิ้นปี 2568 ภายใต้แนวทางการเติบโตอย่างระมัดระวัง โดยมุ่งเน้นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและมีคุณภาพ ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.1% ขณะที่ปริมาณสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับลดลง

ขณะเดียวกัน ผลขาดทุนจากการขายรถยึดลดลงต่อเนื่องตามทิศทางตลาดรถยนต์มือสองที่ดีขึ้น แม้เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนตัวเล็กน้อยในช่วงปลายไตรมาสจากแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงดำเนินนโยบายตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง โดยในไตรมาส 1/2569 มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตรวม 961 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในระยะถัดไป

โดยเมื่อเทียบไตรมาส 1/2569 กับไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2568

  • รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 4,216 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากไตรมาสก่อน และลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ขณะที่ายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 2,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 64.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • รวมรายได้จากการดำเนินงาน 6,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • รวมค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ 3,261 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากไตรมาสก่อน และลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 961 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.7% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ หากกำไรเทียบไตรมาส 1/2569 กับไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2568 พบว่า

  • กำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ 2,477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 85.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ภาษีเงินได้ 477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 76.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • กำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 84.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • กำไรเบ็ดเสร็จรวม (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) 1,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.9% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 46.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 2.40 บาท เพิ่มขึ้น 10.6% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 87.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • กำไรต่อหุ้นปรับลด 2.40 บาท เพิ่มขึ้น 10.6% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 87.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน