thansettakij
thansettakij
TTB โชว์กำไร 5.17 พันล้าน NIM ทรง 3.02% ฝ่าดอกเบี้ยขาลง-สินเชื่อชะลอ

TTB โชว์กำไร 5.17 พันล้าน NIM ทรง 3.02% ฝ่าดอกเบี้ยขาลง-สินเชื่อชะลอ

20 เม.ย. 69 | 09:06 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 09:06 น.

TTB โชว์กำไรไตรมาส 1/69 ที่ 5,170 ล้านบาท โต 1.4% จากปีก่อน แม้รายได้ดอกเบี้ยถูกกดจากดอกเบี้ยขาลงและสินเชื่อชะลอ ได้แรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียม-คุมต้นทุน-ลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ช่วยพยุง NIM ให้อยู่ที่ 3.02%

KEY

POINTS

  • TTB ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 5,170 ล้านบาท เติบโต 1.4% จากปีก่อนหน้า
  • สามารถรักษาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ไว้ที่ระดับ 3.02% ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยขาลงและการชะลอตัวของสินเชื่อ
  • ผลประกอบการได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 จำนวน 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน แม้ว่าการเติบโตของรายได้หลักจะได้รับแรงกดดันจากการปรับลดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และการชะลอตัวของสินเชื่อ โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาผลการดำเนินงานโดยรวมเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

การปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินให้เหมาะสมช่วยลดผลกระทบเชิงลบบน NIM ส่งผลให้ NIM ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.02% โดยต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นผลจากแผนการบริหารโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงผลการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อีกทั้งการปรับสัดส่วนโครงสร้างสินเชื่อไปยังกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงยังช่วยรักษาระดับของ NIM

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมที่มิใช่ธุรกิจหลัก เช่น กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และรายได้อื่นจากเงินสนับสนุน FIDF ภายใต้โครงการ “คุณสู้, เราช่วย” ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมหลักยังเติบโตได้ดีในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะแบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม บัตรเครดิต รวมถึงค่าธรรมเนียมเพื่อการส่งออกและปริวรรตเงินตรา

ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการรวมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของ ttb wealth securities อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการดังกล่าว ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานหลักยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีและมีแนวโน้มทรงตัว สะท้อนจากการลดลง 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า อีกทั้งการปรับเปลี่ยนการให้บริการไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลภายใต้แนวคิด ‘digital-first, digital-only’ คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนในระยะต่อไป

คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยจากการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด การลดความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อเชิงรุก และโครงการช่วยเหลือลูกค้า ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 12.8% จากปีก่อน และระดับสินเชื่อด้อยคุณภาพทรงตัว

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังตั้งสำรองเพิ่มเติมผ่าน Management Overlay เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแนวโน้มราคาบ้านมือสอง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (LLR coverage ratio) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 154%

ทั้งนี้ ธนาคารยังเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยเน้นเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง พร้อมนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล ‘Cash2Go’ ภายใต้โมเดล Risk Based Pricing เพื่อขยายฐานลูกค้าที่มีประวัติการชำระดี

โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 กลุ่มสินเชื่อเป้าหมาย เช่น สินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยทรงตัวจากต้นปี ทั้งนี้ ภาพรวมพอร์ตสินเชื่อยังลดลงนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน จากการที่สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเช่าซื้อชะลอตัว

ด้านโครงสร้างเงินฝาก ธนาคารยังคงปรับให้เหมาะสมเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน โดยลดสัดส่วนเงินฝากต้นทุนสูง ปรับระยะเวลาเงินฝากประจำให้สั้นลง และนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากอย่าง ttb no-fixed สำหรับลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนสูง พร้อมทั้งขยายฐานเงินฝาก CASA ผ่านผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ttb all free เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากต้นทุนต่ำ และมุ่งสู่การเป็นธนาคารหลักของลูกค้า

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีผลประโยชน์ทางภาษีคงเหลือจำนวน 4.7 พันล้านบาท ซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงปี 2571 โดยจะทยอยรับรู้ตามประมาณการรายได้ในอนาคต ไม่ได้ใช้วิธีรับรู้แบบเท่ากันทุกปี

สำหรับไตรมาส 1/2569 ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 12,150 ล้านบาท ลดลง 1.0% จากไตรมาสก่อน และลดลง 8.1% จากปีก่อน จากแรงกดดันของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องรวม 6 ครั้งตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 รวมถึงการชะลอตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง 23.1% ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

ในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 37.4% จากปีก่อน ส่งผลให้รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 1.1% จากปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 7.7% จากปีก่อน

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 3,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 12.8% จากปีก่อน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้อยู่ที่ 5,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 4.5% จากปีก่อน

ทั้งนี้ ธนาคารมีกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม 4,421 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.0% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 15.3% จากปีก่อน กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานอยู่ที่ 0.06 บาท ทรงตัว จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 20.0% จากปีก่อน