
หุ้นโรงกลั่นสะเทือน รัฐเล็งดึง “กำไรส่วนเกิน” คืนกองทุน กูรูชี้กด Valuation ระยะสั้น
รัฐจ่อดึง “กำไรส่วนเกิน” โรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน กดค่าการกลั่นพุ่งแตะ 16–17 บาท/ลิตร กระทบ sentiment ระยะสั้น แต่โบรกชี้ผลจริงต่อกำไรจำกัด ยังมีช่องเก็งกำไรหุ้นกลุ่มนี้ ชู SPRC–TOP เด่น
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมดึง "กำไรส่วนเกิน" จากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อลดภาระราคาพลังงานให้ประชาชน หลังมองว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติ
- แนวทางของภาครัฐมี 2 รูปแบบ คือการเจรจาขอความร่วมมือ หรือหากไม่สำเร็จอาจใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง
- นักวิเคราะห์มองว่าการแทรกแซงของรัฐสร้างความเสี่ยงเชิงนโยบาย (policy risk) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบและกดดันมูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น
จากประเด็นที่รัฐบาลส่งสัญญาณกดดันโรงกลั่นอย่างจริงจัง หลังมองว่าค่าการกลั่นพุ่งขึ้น “ผิดปกติ” โดยระบุว่า จากระดับปกติราว 2 บาทต่อลิตร ขยับเป็นเฉลี่ย 7 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม และเพียงต้นเดือนเมษายน ขึ้นไปถึงราว 16-17 บาทต่อลิตร
จึงเตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และหารือกับโรงกลั่นเพื่อดึง “กำไรส่วนเกิน” กลับเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชน โดยเฉพาะ ช่วงสงกรานต์
โดยมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) ขอความร่วมมือ/เจรจาให้โรงกลั่นคืนผลประโยชน์ส่วนเกินเข้า กองทุนน้ำมัน และ 2) หากเจรจาไม่สำเร็จ อาจใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 เพื่อกำหนดราคา หน้าโรงกลั่นโดยตรง
อีกทั้งรัฐมนตรีพลังงานยังระบุว่า จะเรียกดู “ต้นทุนจริง” ของแต่ละโรงกลั่น เพื่อพิสูจน์ว่ากำไรที่เกิดขึ้นสูงเกินสมควรหรือไม่ และย้ำว่ารัฐต้องแยกปัจจัยภายนอกจากสงคราม ออกจากกลไกกำหนดราคาในประเทศให้ชัดเจน
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากประเด็นดังกล่าว มองว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้นค่อนข้างชัดเจน
เนื่องจากประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง ค่าการกลั่นที่สูงขึ้น แต่เป็นการที่ภาครัฐ ส่งสัญญาณแทรกแซงกำไรของโรงกลั่นโดยตรง ผ่าน 2 แนวทาง คือ การขอเรียก “กำไรส่วนเกิน” คืนเข้าสู่กองทุนน้ำมัน
และหากเจรจาไม่สำเร็จ อาจใช้ อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 เพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้าน นโยบาย (policy risk) ต่อทั้งประมาณการกำไรและ valuation ของหุ้นโรงกลั่นทันที
นอกจากนี้ ล่าสุดซาอุฯ ก็ปรับ OSP ของ Arab Light สำหรับเอเชียขึ้นเป็น premium 19.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และยังมีรายงานว่า Aramco ลด supply ไป เอเชียต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ตลาดตึงตัวขึ้นอีก
จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะยิ่งเป็นการทำให้มาร์จิ้นของโรงกลั่นถูกบีบจากทั้ง 2 ด้าน คือ รายได้ถูกจำกัด แต่ต้นทุนยังสูงขึ้นจริง ส่งผลลบต่อ sentiment และประมาณการกำไรกลุ่ม โรงกลั่นในระยะสั้น
ดังนั้น ทางฝ่ายแนะนำให้หลีกเลี่ยงการ ลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นไปก่อน แนวโน้มกำไรอาจจะถูกกดดัน จากทั้ง ต้นทุนที่สูงขึ้น และราคาขายที่ถูกจำกัด และจะเป็น downside ต่อ TOP, SPRC, BCP, PTTGC และ IRPC เป็นต้น
คุมค่าการกลั่น ไม่กดดันอย่างที่คิด
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หลัง กบง. อนุมัติปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ช่วยคลายความกังวลเดิมของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยง “การคุมค่าการกลั่น” (refining margin cap) และทำให้ธีม trading ในกลุ่มโรงกลั่นกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ GRM ยังอยู่ในระดับสูงจากปัจจัยสงคราม
ประเด็นสำคัญคือ มาตรการนี้ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ตลาดกังวล และไม่ได้สะท้อนการกำหนดเพดานที่ 3-4 บาทต่อลิตร ในเชิงพื้นฐาน ผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มโรงกลั่นถือว่าจำกัด โดยประเมิน opportunity loss เพียงราว 200 ล้านบาทต่อบริษัท
ขณะที่ diesel crack spread ยังอยู่ในระดับสูงมาก (มากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากข้อมูลล่าสุด) ทำให้ภาพกำไรยังแข็งแรง และไม่มี downside ต่อประมาณการปี 2569 ซึ่งอิง GRM ที่ conservative เพียง 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เท่านั้น
ในแง่ของกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมอง tactical trading ในกลุ่มโรงกลั่น โดยให้ SPRC และ TOP เป็นหุ้น Top picks เนื่องจากพื้นฐานที่ค่องข้างแข็งแรง







