
รัฐดึงกำไรส่วนเกิน ฉุดหุ้นโรงกลั่นถูกบีบ สวนทาง SET บวกแรง 20 จุด
ตลาดหุ้นไทยฟื้นแรง รับ Sentiment บวกจากสงครามผ่อนคลาย ดันน้ำมันดิบดิ่ง–เงินทุนไหลเข้าเอเชีย แต่แรงกดดันนโยบายรัฐฉุดหุ้นโรงกลั่น ขณะกลุ่มต้นทุนลด–ท่องเที่ยวเด่นขึ้นนำ
KEY
POINTS
- รัฐบาลมีมติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงอย่างถ้วนหน้า
- การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นสวนทางกับภาพรวมตลาดหุ้นไทย โดยดัชนี SET Index ปิดภาคเช้าบวกขึ้นกว่า 20 จุด
- ดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้นได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างประเทศ หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงแรง
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ (8 เม.ย.69) ปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 1,484.99 จุด เพิ่มขึ้น 20.56 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.40% โดยเปิดดัชนีแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,491.26-1,479.98 จุด มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 39,955.45 ล้านบาท
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาด SET Index วันนี้จะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากความพยายามของรัฐบาลใหม่ในการลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
สอดรับกับวานนี้ที่ กบง. มติให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7-B20 ลง 2 บาท/ลิตร จากนั้น กบน. จะพิจารณาว่าจะนำไปลดราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการน้ำมันอย่างไร ทั้งนี้ ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 เม.ย.69 ติดลบ 56,229 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลประมาณ 1,473 ล้านบาทต่อวัน
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในวันนี้ต่างปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้า นำโดย
- PTTEP ราคา 153.00 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ -4.38% จากปิดตลาดก่อนหน้า เปิดการซื้อขายภาคเช้าราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 154.00-149.00 บาท มีมูลค่าที่ 3,836.87 ล้านบาท
- BCP ราคา 37.25 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ -0.67% จากปิดตลาดก่อนหน้า เปิดการซื้อขายภาคเช้าราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 37.50-36.50 บาท มีมูลค่าที่ 69.18 ล้านบาท
- SPRC ราคา 6.75 บาท ลดลง 0.05 บาท หรือ -0.74% จากปิดตลาดก่อนหน้า เปิดการซื้อขายภาคเช้าราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 6.75-6.55 บาท มีมูลค่าที่ 75.39 ล้านบาท
- PTG ราคา 8.55 บาท ลดลง 0.05 บาท หรือ -0.58% จากปิดตลาดก่อนหน้า เปิดการซื้อขายภาคเช้าราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 8.60-8.40 บาท มีมูลค่าที่ 37.62 ล้านบาท
- IRPC ราคา 1.72 บาท ลดลง 0.03 บาท หรือ -1.71% จากปิดตลาดก่อนหน้า เปิดการซื้อขายภาคเช้าราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 1.73-1.67 บาท มีมูลค่าที่ 181.03 ล้านบาท
- TOP ราคา 46.50 บาท โดยราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปิดตลาดก่อนหน้า ทั้งนี้ ในการเปิดการซื้อขายภาคเช้าราคาหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 46.75-45.25 บาท มีมูลค่าที่ 536.52 ล้านบาท
สงบศึกสงบสุข
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนวันนี้ (8 เม.ย.69) ว่า มีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายใต้ธีม "หวังสงบศึก จะสงบสุข" หลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนที่เส้นตายการโจมตีครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสิ้นสุดลงเพียงไม่กี่ชั่วโมง
โดยข้อตกลงนี้มีเงื่อนไขสำคัญคืออิหร่านต้องยอมเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งมีประเทศปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา การผ่อนคลายความตึงเครียดดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงอย่างรุนแรงทันที โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงถึง -16.6%
ขณะเดียวกันก็เห็นสัญญาณเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับ 98.6 และหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 32.1 บาทต่อดอลลาร์
สถานการณ์นี้ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง และเป็นแรงหนุนให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเตือนว่ายังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากมีการละเมิดข้อตกลงหรือครบกำหนด 2 สัปดาห์ อาจเกิดการยกระดับความตึงเครียดและกดดันให้ตลาดกลับมาผันผวนได้อีกครั้ง
ในเรื่องเงินเฟ้อไทยที่ติดลบนั้น มองว่าอาจต้องจับตารัฐกู้เงิน 1.5 แสนล้าน อุ้มกองทุนน้ำมันฯ สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือน มี.ค. 69 ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -0.08% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน
ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสแรกติดลบที่ -0.54% แม้จะมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจกระโดดขึ้นในไตรมาสที่ 2 สู่ระดับ 3.67% - 5.78% แต่จากการที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรงเช้านี้หลังสงครามคลี่คลาย ทำให้คาดว่าเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในกรอบล่างของคาดการณ์มากกว่า
ประเด็นที่น่ากังวลคือ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. ขอขยายเพดานกู้เงินของ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนล้านบาท เป็นเวลา 1 ปี เพื่ออุ้มราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชน การกู้เงินครั้งนี้จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันสูงถึง 66.1% เข้าใกล้เพดาน 70% มากขึ้น
ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยไม่เติบโตเลย (GDP 0%) รัฐบาลจะเหลือพื้นที่ในการกู้เงินเพิ่มได้อีกเพียง 7.46 แสนล้านบาทเท่านั้น การดึงกระสุนทางการคลังมาใช้ในส่วนนี้ อาจทำให้รัฐบาลขาดความยืดหยุ่นในการนำเม็ดเงินไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ทางฝ่ายแนะนำช้อนซื้อหุ้น "De-escalation" หวังตลาดดีดตัวแรง จากสถิติที่ผ่านมา ตลาดมักตอบสนองเชิงบวกเมื่อสงครามคลี่คลาย โดยเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งในวันที่ 10 มี.ค. และ 23 มี.ค. ที่ทรัมป์ส่งสัญญาณยืดเยื้อหรือเลื่อนการโจมตี ราคาน้ำมันดิบ WTI ก็ปรับลดลงกว่า 10%
โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม DE-ESCALATION ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์ คือ
- กลุ่มต้นทุนลด กำไรพุ่ง (Cost Reduction & Margin Expansion) : ได้ประโยชน์จากต้นทุนก๊าซและน้ำมันที่ลดลง แนะนำ GULF, BGRIM, GPSC, BCPG, CBG, OSP, ICHI, SCC และ SCGP
- กลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังซื้อ (Demand & Activity Recovery) : แนะนำ AAV, BA, THAI, MINT, CENTEL, ERW, BH, BDMS, TIDLOR และ MTC
โดยให้หุ้น GULF, ERW และ CBG เป็น Prime Picks ประจำวัน





