
เปิดเบื้องหลังลดราคาน้ำมันดีเซล 2.14 บาท กดค่ากลั่น 2 บาทดึงกำไรโรงกลั่น 5 พันล้านอุ้ม
เปิดเบื้องหลังรมว.พลังงานลดราคาน้ำมันดีเซล 2.14 บาทต่อลิตร ใช้อำนาจ พ.ร.ก. กดค่าการกลั่นลง 2 บาทดึงกำไรโรงกลั่น 5 พันล้านบาทช่วยอุ้ม
KEY
POINTS
- รัฐบาลโดย กบง. ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อแก้ปัญหาราคาพลังงาน
- มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น หลังจากพบว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติ โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระให้ประชาชนได้เดือนละ 4,000-5,000 ล้านบาท
- การลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร โดยไม่ต้องใช้งบจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเติม
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการ Morning Wealth ถึงการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดแรก ซึ่งมีมติสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤต พลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหนัก โดยระบุว่า ที่ผ่านมา โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยพึ่งพากลไกเดียว คือการนำราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงบวกภาษีและค่าการตลาด โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวปรับสมดุลราคาหน้าสถานีบริการ
อย่างไรก็ดี ในวิกฤตปัจจุบัน กลไกตลาดโลกเกิดความบิดเบือนอย่างรุนแรง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นราว 50% แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล กลับพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 300% แตะระดับ 292 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กบง. จึงมีมติให้เพิ่มกลไกใหม่ขึ้นมาขนานกับกองทุนน้ำมันฯ คือ การกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 (พ.ร.ก. 2516)
ซึ่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562 ได้ให้อำนาจ กบง. ในการกำหนดเงื่อนไขและราคาหน้าโรงกลั่นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติได้ การแทรกแซงครั้งนี้จึงเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค
ส่วนที่มาของตัวเลข 2 บาทนั้น รมว.พลังงาน อธิบายว่า คณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ทำการตรวจสอบตัวเลขค่าการกลั่น (GRM) ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าสูงผิดปกติทะยานไปถึงเฉลี่ย 7 บาทต่อลิตร เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติย้อนหลัง 5 ปีที่อยู่เพียง 2.4 บาทต่อลิตร
โดยเมื่อชำแหละต้นทุนพบว่า แม้จะมีต้นทุนส่วนเพิ่มในยามสงคราม (War Premium) เช่น ค่าประกันภัยและค่าขนส่งที่แพงขึ้นราว 3 บาทต่อลิตร แต่เมื่อนำไปหักออกจาก 7 บาท โรงกลั่นก็ยังมีค่าการกลั่นสูงถึง 4-5 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 2-3 บาทอยู่ดี
มติดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าสถานีบริการ ปรับลดลงทันที 2.14 บาทต่อลิตร เมื่อรวมกับส่วนลดจากภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยที่รัฐบาลไม่ต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุดหนุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด
“การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท จะกระทบกับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศโดยตรง โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดีเซลจำหน่ายออกจากโรงกลั่นประมาณ 70-80 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน การลดราคา 2 บาท จึงเท่ากับรัฐบาลสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้สูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน”
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า วิธีดังกล่าวเป็นธรรมที่สุดสำหรับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบในระดับที่เท่าเทียมกันตามปริมาณการขาย เนื่องจากหากรอการออกกฎหมายภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ก็จะไม่ทันกาลต่อความเดือดร้อนของประชาชน หรือหากใช้วิธีขอรับเงินบริจาค ก็อาจเกิดความเหลื่อมล้ำที่บางโรงกลั่นจ่าย แต่บางแห่งไม่ยอมจ่าย
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จัดเก็บอยู่ 6 บาทต่อลิตร นายเอกนัฏ ระบุว่า การลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้ของประเทศ ในเวลาวิกฤต รัฐบาลมีความจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า (Targeted)
การยอมหั่นรายได้รัฐลง 1% อาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทที่จะสามารถนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ โดยมองว่าการขอแบ่งกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยจุนเจือเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการสูญเสียรายได้ของรัฐแบบฟรีๆ อีกทั้งการลดภาษีสรรพสามิต เมื่อลดแล้วจะดึงกลับคืนได้ยาก และอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาในระยะยาว
ในมิติของการจัดหาปริมาณน้ำมัน (Supply) นั้น มองว่าไม่ควรไว้วางใจสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ในเดือนเมษายนการนำเข้าน้ำมันดิบจะยังเป็นไปตามแผนและเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ในเดือนพฤษภาคมเริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันดิบจะทำได้ยากลำบากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยง กระทรวงพลังงานมีแผนระยะยาวในการ ลดการพึ่งพิงการนำเข้าและหันมาส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ ปัจจุบันต้นทุนของเอทานอลและไบโอดีเซลถูกกว่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ราคาแพง การส่งเสริมการผสมเป็น E20 หรือ B20 จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทย
ในระยะต่อไป กระทรวงฯ จะเร่งเพิ่มหัวจ่าย B20 ตามสถานีบริการเพื่อรองรับภาคการขนส่งและรถบรรทุก และหากซัพพลายวิกฤตหนัก อาจต้องใช้มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันพรีเมียมและ B7 เพื่อจูงใจแกมบังคับให้หันมาใช้ B20 แทน
รวมไปถึงการเร่งรัดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และชีวมวล เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพงผิดปกติในขณะนี้
เนื่องจากปัจจุบันไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเองได้เพียง 50% นำเข้าผ่านท่อจากเมียนมา 10% และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในรูปแบบ LNG สูงถึง 40% การปรับตัวทั้งหมดนี้คือสัญญานสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยตัวเอง







