thansettakij
thansettakij
‘ค่าการกลั่น’สูงจริงหรือไม่ โรงกลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ

‘ค่าการกลั่น’สูงจริงหรือไม่ โรงกลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ

08 เม.ย. 69 | 07:37 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 07:37 น.

กำลังเป็นประเด็นร้อน สำหรับค่าการกลั่น (GRM) ที่พุ่งจากภาวะปกติที่เคยอยู่ในระดับ 2 บาทต่อลิตร มาอยู่ในระดับ 7 บาทต่อลิตรช่วงเดือนมีนาคม 2569

KEY

POINTS

  • ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาโครงสร้างราคา ขณะที่ประชาชนมองว่าโรงกลั่นได้กำไรเกินควร
  • กลุ่มโรงกลั่นชี้แจงว่าค่าการกลั่นที่เห็นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่เป็นราคาประเมินที่ยังไม่หักต้นทุนแฝงที่สูงขึ้นจากสงคราม เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าพลังงาน
  • โรงกลั่นยืนยันว่าไม่สามารถกำหนดค่าการกลั่นเองได้ เพราะอ้างอิงตามกลไกตลาดโลก และพร้อมให้มีการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนเพื่อความโปร่งใส

กำลังเป็นประเด็นร้อน สำหรับค่าการกลั่น (GRM) ที่พุ่งจากภาวะปกติที่เคยอยู่ในระดับ 2 บาทต่อลิตร มาอยู่ในระดับ 7 บาทต่อลิตรช่วงเดือนมีนาคม 2569 และล่าสุดในช่วงต้นเมษายน ปรับขึ้นมาเฉลี่ยที่ระดับ 17.50 บาทต่อลิตร ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนผู้ใช้นํ้ามันที่ต้องแบกรับจากนํ้ามันที่มีราคาแพง จนมีการกล่าวกันว่ากลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันโกยกำไรมหาศาล สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

ขณะที่รัฐบาลพยายามหารือให้โรงกลั่นนํ้ามัน ให้ช่วงแบ่งเบาภาระ โดยการส่งเงินเข้ากองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยลดภาระหนี้ที่เกิดจากการตรึงราคานํ้ามันที่เวลานี้ติดลบกว่า 53,226 ล้านบาท แต่ไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้ จนรัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคานํ้ามันเชื้อเพลิง (คตร.) มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษานํ้ามันเชื้อเพลิง

ส่วนโรงกลั่นนํ้ามันก็มีเหตุผลถึงค่าการกลั่น ที่ปรับเพิ่มขึ้นในระดับดังกล่าว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนให้เห็นว่า ค่าการกลั่นที่เกิดขึ้นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่เป็นเพียงค่าประมาณการณ์หรือเป็นค่าดัชนีราคานํ้ามันดิบมาหักลบกับราคานํ้ามันสำเร็จรูป ที่ปัจจุบันราคานํ้ามันดิบดูไบ ปรับตัวอยู่ที่ระดับ 117 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนนํ้ามันสำเร็จรูปอย่างดีเซลปรับตัวอยู่ที่ระดับ 272 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และนํ้ามันเบนซินปรับตัวที่ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

‘ค่าการกลั่น’สูงจริงหรือไม่ โรงกลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ

ดังนั้น ค่าการกลั่นที่ประมาณการณ์ออกมานั้น เป็นต้นทุนแฝงของค่าธรรมเนียมพิเศษในการซื้อนํ้ามันดิบ (Crude Premium) จากภาวะสงคราม ที่โรงกลั่นต้องซื้อจริงในราคาที่แพงขึ้น จากระดับ 60-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนค่าพรีเมียมปรับตัวขึ้นประมาณ 4-6 บาทต่อลิตร

อีกทั้งค่าการกลั่นดังกล่าว ยังไม่ได้หักต้นทุนจากค่าพลังงานที่ต้องนำมาใช้ในกระบวนการกลั่น ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ รวมถึงค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/(ขาดทุน) จากสต็อกนํ้ามัน และกำไร/(ขาดทุน) จากการบริหารความเสี่ยงด้านราคา

หากนำปัจจัยค่า War Premium ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาคำนวณ จึงเป็นค่าการกลั่นพื้นฐาน ที่ยังไม่สะท้อนความเป็นจริงของกำไรที่ได้รับจริง

สำคัญค่าการกลั่นถูกกำหนดโดยกลไกตลาดเสรี โดยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดเองได้ ซึ่งมีทั้งช่วงที่ได้กำไรและช่วงที่ขาดทุน เนื่องจากการจัดหานํ้ามันดิบ จะจัดซื้อในเดือนปัจจุบันซึ่งมีราคาสูง จะถูกนำไปกลั่นจริงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า หากสงครามตะวันออกกลางยุติลง ราคานํ้ามันดิบอ่อนตัวลงมา โรงกลั่น ก็จะต้องขายผลิตภัณฑ์ในราคาตลาดที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นเผชิญกับสภาวะขาดทุนจากส่วนต่างของราคานํ้ามันดิบกับนํ้ามันสำเร็จรูปทันที

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของค่าประมาณการณ์ ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นนี้ มีกรณีศึกษาจากสงครามสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 ซึ่งมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเก็บภาษีลาภลอย หรือนำกำไรส่วนเกินส่งเข้ากองทุนนํ้ามันฯ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เนื่องจากทั้ง 6 โรงกลั่น เป็นบริษัทมหาชนที่มีผู้ถือหุ้น และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ หากดำเนินการอาจจะโดนฟ้องจากผู้ถือหุ้นของกลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันได้ และอาจกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนในระยะยาว

สุดท้ายรัฐบาลต้องไปบีบเอาจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้มาราว 3,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเงินเข้ากองทุนนํ้ามันฯ เป็นกรณีพิเศษ ในการช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วนจากสถานการณ์วิกฤตในขณะนั้น

ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นเอง ต้องแบกรับกับสภาพคล่องในการนำเงินสดไปอุ้มกองทุนนํ้ามันฯ หรือรับภาระแทนประชาชนจากการชดเชยราคานํ้ามันไปก่อน ซึ่งภาวะปกติจะได้รับเงินคืนจากองทุนนํ้ามันฯ กินเวลาประมาณ 3-6 เดือน แต่ในช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน โรงกลั่นต้องแบกรับภาระรอเงินคืนนานกว่า 2 ปี

ดังนั้น กองทุนนํ้ามันฯ ที่ติดลบอยู่ จึงเป็นเงินที่กองทุนนํ้ามันฯ ติดค้างชำระอยู่ทั้งสิ้น และในปัจจุบันโรงกลั่นยังต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคานํ้ามันดีเซลอยู่อีกกว่า 20 บาทต่อลิตร

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คงต้องจับตาดู คตร. จะมีทางออกสำหรับเรื่องนี้อย่างไร ล่าสุดมีแนวทางว่าจะนำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นทางออกได้ เนื่องจากเป็นแนวทางการขอความร่วมมือแบบสมัครใจในช่วงวิกฤต แทนที่จะเป็นการออกกฎหมายบังคับเก็บภาษีลาภลอย ซึ่งกลุ่มโรงกลั่นเองก็ต้องพร้อมให้มีการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนค่า การกลั่น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน