thansettakij
thansettakij
ต้นทุนพลังงานพุ่งไม่หยุด ดีเซลขึ้น 6 บาท/ลิตร กูรูชี้เสี่ยงฉุด GDP-เร่งเงินเฟ้อ

ต้นทุนพลังงานพุ่งไม่หยุด ดีเซลขึ้น 6 บาท/ลิตร กูรูชี้เสี่ยงฉุด GDP-เร่งเงินเฟ้อ

26 มี.ค. 69 | 06:15 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 69 | 06:15 น.

ดีเซลพุ่ง 6 บาท/ลิตร ดันต้นทุนเศรษฐกิจไทยตึงตัว กองทุนน้ำมันติดลบจนรัฐตรึงราคาไม่ไหว สภาพัฒน์ชี้ทุก 1 บาทที่เพิ่ม ฉุด GDP ลงทันที พร้อมเตือนความเสี่ยง “เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจชะลอ” จับตากลุ่มรับเหมา-ค้าปลีกที่ถูกกดดันต้นทุน

KEY

POINTS

  • กองทุนน้ำมันฯ ประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร หลังแบกรับภาระหนี้สะสมกว่า 35,000 ล้านบาท
  • สภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ GDP ของไทยลดลง 0.02%
  • ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมีความเสี่ยงที่จะเร่งอัตราเงินเฟ้อ และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation (ของแพงแต่เศรษฐกิจฝืด)

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อราคาพลังงานไทยที่ปรับเพิ่มสูงว่า น้ำมันไทยพุ่ง 6 บาทต่อลิตร สภาพัฒน์เตือนเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจที่ผิดปกติและร้ายแรง (Stagflation) โดยผลกระทบในประเทศไทย ปัญหาต้นทุนพลังงานกำลังเป็นโจทย์ใหญ่

ล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดทั้งดีเซลและเบนซิน ที่ราคา 6 บาทต่อลิตร และมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 69 หลังจากที่กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระจนติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาได้อีกต่อไป ขณะที่ค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 69 ก็มีแนวโน้มปรับขึ้นมาอยู่ในกรอบ 3.95 - 4.59 บาทต่อหน่วย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท จะฉุด GDP ของไทยให้ลดลง 0.02% และได้ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจไว้ 3 ระดับ

"หากสงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน (Risk Case) ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 95 - 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดันให้เงินเฟ้อไทยพุ่งระดับ 1.9% และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะของแพงแต่เศรษฐกิจฝืด"

ทั้งนี้ ต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง โดยเฉพาะ CPALL ที่มีสาขามากที่สุด ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลจะได้รับผลกระทบจำกัดเนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้และอุปสงค์การรักษามีความยืดหยุ่นต่ำ

เศรษฐกิจถดถอย-ต้นทุนพลังงานสูง

ด้านทิศทางตลาดการลงทุนประเมินว่า เริ่มมีความหวังจากการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 26 แล้ว แม้ล่าสุดอิหร่านจะปฏิเสธเงื่อนไขทั้ง 15 ข้อของทางสหรัฐฯ ก็ตาม

แต่บรรยากาศโดยรวมที่ผ่อนคลายลงได้ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว โดยตลาดหุ้นไทยวานนี้ (25 มี.ค.69) ปรับตัวขึ้นถึง +3.4% ผสานกับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่พลิกกลับมาซื้อสุทธิอย่างหนาแน่นถึง 4.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิสะสม 4 ใน 5 วันที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อาจยังต้องจับตาความเสี่ยงจากการยกระดับทางทหาร หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีแผนส่งทหารกองพลร่มที่ 82 อีกราว 4,000 นายไปยังตะวันออกกลางเพื่อสมทบกับกำลังเดิมที่มีอยู่แล้วประมาณ 50,000 นาย

รวมถึงความกังวลด้านเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์โอกาสเกิดภาวะถดถอยในสหรัฐฯ ภายใน 12 เดือนข้างหน้าขึ้นเป็น 30% จากเดิม 25% เนื่องจากผลกระทบของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

แนะสะสมหุ้นย่อลงลึก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮซีซันช่วงหน้าร้อน เนื่องจากปีนี้เปลี่ยนผ่านจากลานีญาสู่เอลนีโญ ทำให้อากาศร้อนกว่าปกติ ซึ่งงานวิจัยระบุว่าผู้คนจะกระหายน้ำเพิ่มขึ้น 2.1% ในทุกๆ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำทยอยสะสมหุ้นที่ราคาปรับย่อตัวลงมาลึก ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ GULF, BGRIM, GPSC และกลุ่มร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องดื่ม อาทิ CPN, HMPRO, CBG, OSP และ ICHI เป็นต้น

นอกจากนี้ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ แนะนำเก็งกำไรในธีมฟุตบอลโลก FIFA WORLD CUP 2026 ที่สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา จะเป็นเจ้าภาพร่วมในช่วงเดือน 11 มิ.ย. - 19 ก.ค. 69 นี้ ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึง 104 นัด

โดยกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือ 'กลุ่มเครื่องดื่มเบียร์' ที่สถิติในอดีตชี้ว่าปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3% ในปีที่มีการจัดแข่งขัน แนะนำเก็งกำไรหุ้น ANHEUSER-BUSCH INBEV (ABI BB) ผู้ผลิตเบียร์อันดับ 1 ของโลก ที่มีแบรนด์ดังระดับโลกและครองส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ สูงถึง 36%