thansettakij
thansettakij
กูรูชี้หุ้นไทยติดบ่วงน้ำมันแพง-สงครามยืด ฉุดอารมณ์ตลาด แกว่งผันผวน 1,400–1,450 จุด

กูรูชี้หุ้นไทยติดบ่วงน้ำมันแพง-สงครามยืด ฉุดอารมณ์ตลาด แกว่งผันผวน 1,400–1,450 จุด

23 มี.ค. 69 | 07:40 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มี.ค. 69 | 07:43 น.

โบรกส่องแนวโน้มหุ้นไทยแกว่งผันผวนกรอบ 1,400 - 1,450 จุด แม้การเมืองไทยเริ่มชัดเจนหนุนความเชื่อมั่น แต่แรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันสูง เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อและชะลอการลดดอกเบี้ย กดดันทิศทางลงทุนในระยะถัดไป

KEY

POINTS

  • ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,400-1,450 จุด
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยและทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยว่า ประเมินทิศทางดัชนี SET Index มีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,400 - 1,450 จุด

แม้ภาพรวมจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร

และกำลังเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์

ทั้งนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้งซึ่งอาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนในอีกประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนี้

สงครามกดดันความเชื่อมั่น

ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงเป็นตัวแปรหลักที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในกาตาร์

ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก โดย QatarEnergy ระบุว่ากำลังการส่งออกก๊าซ LNG อาจหายไปถึง 17% ในช่วง 3 - 5 ปีข้างหน้า แม้ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่ากำลังพิจารณา 'ปิดฉาก' ปฏิบัติการทางทหาร เพราะบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้ว แต่อิสราเอลยังยืนยันที่จะยกระดับการโจมตีต่อไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการที่สงครามในตะวันออกกลางไม่จบเร็ว ดันให้ราคาน้ำมันยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1 - 3 เดือนข้างหน้า กระทบ GDP ไทย 0.2 - 0.7% ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น

โดยการที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลกกดดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น โดยเครื่องมือ FedWatch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มมองเห็นโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับลดดอกเบี้ยช้าลงไปจนถึงช่วงกลางปี 2570

สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งในด้านตลาดแรงงาน แต่กลับส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างหนักในภาคอสังหาริมทรัพย์ท่ามกลางมรสุมต่างๆ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

โดยจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 8,000 ราย เหลือ 205,000 ราย ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 215,000 ราย สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งและช่วยหนุนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ

ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตา

ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอยู่ที่รายงานเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ อาทิ สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์จะรายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศ ณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเตรียมแถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์

ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะเผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภูมิภาค และดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนวันที่ 31 มีนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยจะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และในสัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะประกาศดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องเผ้าระวัง

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ วันที่ 23 มีนาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนกุมภาพันธ์ ต่อด้วยวันที่ 24 มีนาคม ญี่ปุ่นจะเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือนมีนาคม

ขณะเดียวกันสหภาพยุโรปจะรายงานดัชนี PMI เช่นกัน สหรัฐฯ จะรายงานตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ ผลิตภาพและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยไตรมาส 4/68 และดัชนี PMI เดือนมีนาคม วันที่ 25 มีนาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเปิดเผยรายงานการประชุม และสหรัฐฯ จะรายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 4/2568 ราคานำเข้า–ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์

นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ทางฝ่ายแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง

โดยไม่ว่าจะเป็น BANPU, LANNA และ AGE รวมถึงกลุ่มพลังงานทดแทนและสินค้าเกษตรแปรรูปอย่าง BBGI, PCE และ SMO เป็นต้น