thansettakij
thansettakij
ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

การเมืองปลดล็อก หนุนความเชื่อมั่นฟื้น หลังโผ ครม. “อนุทิน 2” ใกล้สมบูรณ์ เตรียมเร่งมาตรการ Quick Win กระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดโตเพียง 1.8% ชูนโยบายลดค่าครองชีพ–อัดกำลังซื้อ หนุนหุ้นค้าปลีกและนิคมอุตสาหกรรม ขณะความเสี่ยงกฎหมายเลือกตั้งยังต้องติดตามใกล้ชิด

KEY

POINTS

  • รัฐบาลใหม่ "อนุทิน 2" เตรียมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตในระดับต่ำเพียง 1.8%
  • มาตรการเร่งด่วนจะมุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส และการควบคุมราคาพลังงานไฟฟ้า
  • การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ใกล้สมบูรณ์ช่วยปลดล็อกสุญญากาศทางการเมือง คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินนโยบายได้ช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายน

เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความหวัง” และ “ความเปราะบาง” ในจังหวะที่การเมืองเริ่มคลี่คลาย หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น โผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ไม่เพียงปลดล็อกสุญญากาศทางอำนาจ แต่ยังถูกจับตาในฐานะ “จุดเริ่มต้น” ของการเร่งเครื่องนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) เพื่อประคองการเติบโตของประเทศ

ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ความหวังจึงถูกฝากไว้กับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ และการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีนัยต่อทิศทางตลาดทุนและกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรง

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยดีขึ้น หลังรัฐบาลสามารถจัดตั้งได้อย่างราบรื่น โดย ล่าสุดจากการรายงานข่าวของหลายสำนัก โผ ครม. อนุทิน 2 ได้ข้อสรุปรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งแล้วจำนวน 35 คน

โดยยังเหลืออีก 1 ตำแหน่งที่รอความชัดเจน ซึ่งหากการตรวจสอบประวัติผ่านพ้นไปด้วยดี กระบวนการถัดไป คือการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ , การเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน , การแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา (ครม. จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่)

และการประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนเม.ย.69 โดยนโยบายที่จะถูกเข็นออกมาเป็นลำดับแรกๆ เน้นไปที่ความรวดเร็วและเห็นผลทันตา (QUICK WIN) เพื่อกู้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะโต ต่ำเพียง 1.8% เท่านั้น

โดยโครงการที่จะทำได้เร็วและเห็นผลกับเศรษฐกิจไทยทันตา อาทิ คนละครึ่ง พลัส (PHASE 2), คุมราคาพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาท, นโยบาย ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ PLUS, บัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) และ BOI FAST PASS (THAILAND PLUS)

ทั้งนี้ สถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำ ทั้งกระทรวงการคลัง, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, SCB-EIC, KKP RESEARCH และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจ ไทยในปี 2569 จะอยู่ในภาวะชะลอตัว

โดยคาดตัวเลข GDP ว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6% ถึง 2.0% (โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8%) แม้เศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในปัจจุบัน

แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันหนักจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากปัญหาสินค้าอุปทานส่วนเกินจากต่างประเทศ

หุ้นรับอานิสงส์

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่าการจัดโผ ครม. อนุทิน 2 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและเตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม อาทิ CPALL, CPAXT, AMATA, WHA)

ปลดล็อกสูญญากาศการเมือง

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร และกำลังเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์

"แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ที่อาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนอีกราวหนึ่งเดือน"

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและการประคองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งถูกประเมินว่าจะขยายตัวในระดับจำกัด มาตรการที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อมีแนวโน้มส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบางกลุ่มอุตสาหกรรมในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศและความไม่แน่นอนในประเด็นกฎหมายภายในประเทศยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจ ทิศทางการเติบโต และปัจจัยเสี่ยงควบคู่กัน เพื่อประเมินภาพรวมและแนวโน้มตลาดในระยะต่อไปอย่างรอบด้าน