
เปิด 3 ฉากทัศน์ ภูมิรัฐศาสตร์เดือด ดันน้ำมันพุ่ง เสี่ยงกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 0.7%
น้ำมันพุ่ง-หุ้นไทยผันผวน วิกฤตตะวันออกกลางกดเศรษฐกิจโลก-ไทยเสี่ยง Stagflationโบรกแนะถือเงินสด 30-50% พร้อมคัดหุ้นต้านเงินเฟ้อ
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง และถูกประเมินว่าเป็นวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดเนื่องจากมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง
- เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงจากโครงสร้างที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและข้อจำกัดด้านการคลังของภาครัฐในการอุดหนุนราคา
- มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็น 3 ฉากทัศน์ โดยกรณีฐาน (โอกาส 50%) คาดว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1-3 เดือน จะฉุดให้ GDP โตเหลือ 1.0-1.3%
- ในกรณีเลวร้ายที่สุด (โอกาส 20%) หากความขัดแย้งบานปลายเกิน 3 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล กดดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 23 และกลับมาสู่จุดที่ตึงเครียดขั้นสุดจากการขู่ตอบโต้กันไปมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะถล่มโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้พินาศ หากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่าจะถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำจืดทั่วภูมิภาคหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้า สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของโครงสร้างพื้นฐาน
เป็นผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT เมื่อปลายสัปดาห์พุ่งสูงขึ้นไปถึง 112.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดหุ้นทั่วโลกให้ร่วงลงแรง โดยเฉพาะตลาดเอเชียเช้านี้ที่ตื่นตระหนกหนัก (ญี่ปุ่น -5.0%, เกาหลีใต้ -5.4%)
ขณะที่ดัชนีชี้วัดความกลัวของนักลงทุน (Fear & Greed Index) ดิ่งลงมาเหลือเพียง 15 ซึ่งอยู่ในระดับ Extreme Fear หรือหวาดกลัวสุดขีด ผสานกับผลตอบแทนตราสารหนี้เสี่ยงสูง (Junk Bond Yield) ของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจาก 6.5% เป็น 7.2% ในช่วงต้นเดือน
เทียบวิกฤตอดีต ครั้งนี้ 'หนักสุด' เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ Stagflation บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เมื่อเทียบเคียงกับวิกฤตพลังงานในอดีต (ปี 1973, 1979, 1990 และ 2022) วิกฤตในปี 2569 นี้ถือว่ารุนแรงที่สุด
เนื่องจากมีการมุ่งเป้าโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบ (Supply) หายไปจากตลาดมากถึง 8 - 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน และต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน ทำให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานมีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Stagflation
เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบเศรษฐกิจไทย
สำหรับประเทศไทย ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% และขาดดุลการค้าในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งแย่กว่าหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 66% ซึ่งท้ายที่สุดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะต้องปรับสูงขึ้น และเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน
ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยออกเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ได้แก่
- หากคลี่คลายเร็ว (ภายใน 1 เดือน) (โอกาสเกิด 30%) : ราคาน้ำมัน BRENT จะแกว่งตัว 95 - 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาด GDP ไทยปี 2569 เติบโต 1.6%
- แต่ถ้าหากยืดเยื้อไปอีก 1 - 3 เดือน (โอกาสเกิด 50% - Base Case) : ราคาน้ำมัน BRENT จะอยู่ที่ 110 - 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.0 - 1.3% กำไรภาคธุรกิจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- และหากบานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20% - Worst Case) : ราคาน้ำมัน BRENT อาจพุ่งทะลุ 150 - 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ไทยจะเติบโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation รุนแรง
แนะหุ้นหลบภัย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ทางฝ่ายแนะนำกำเงินสด 30 - 50% ลุยหุ้นต้านเงินเฟ้อ รับข่าวดีตั้ง ครม. แม้ปัจจัยภายนอกจะกดดันอย่างหนัก แต่ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีลุ้นได้รับปัจจัยบวก (Sentiment) จากความชัดเจนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นรอบใหม่
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงมาก ทางฝ่ายแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือ 'เงินสด' 30 - 50% ของพอร์ต และเน้นคัดเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็น Top Picks ได้แก่ BBL, BANPU และ TRUE
โดยสามารถแบ่งกลุ่มหุ้นหลบภัยออกเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่:
- กลุ่มอิงสินค้าจำเป็น : CPAXT, CPF, TU, TRUE
- กลุ่มที่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ : BANPU, STA, PTTEP
- กลุ่มที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ : BBL, KTB, SCB
สำหรับพอร์ตลงทุนต่างประเทศ แนะนำ DR อย่าง BYDCOM80 และ BRKB80 โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มบริษัทจีนที่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ทั้ง XPENG ที่สามารถพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และ LI NING ที่รายงานผลประกอบการครึ่งหลังปี 2568 เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้






