
สงครามผ่อนคลาย-น้ำมันร่วง หนุนหุ้นเอเชียฟื้น จับตาเงินเฟ้อไทยกดกำลังซื้อ
สัญญาณหยุดยิงเริ่มเป็นรูปธรรม ดึงราคาน้ำมันปรับตัวลงกว่า 5% จุดประกายแรงซื้อตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมสัญญาณเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับ ในอีกด้านเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายลอยตัวดีเซล-การส่งออกต่ำคาด เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อ
KEY
POINTS
- สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมีทิศทางผ่อนคลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงแรง
- ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
- ไทยเผชิญความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น หลังรัฐบาลเตรียมยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเริ่มมีพัฒนาการที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลงอย่างชัดเจน แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 25 แล้วก็ตาม ปัจจัยบวกที่สำคัญเกิดจากการที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน
โดยได้ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อให้อิหร่านเพื่อเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ขณะเดียวกันปากีสถานได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยใช้กรุงอิสลามาบัดเป็นสถานที่เจรจา
ผสานกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่เรียกร้องให้อิหร่านเข้าร่วมเจรจาโดยเร็ว ทางด้านอิหร่านเองก็ได้ผ่อนปรนโดยอนุญาตให้เรือพาณิชย์จากต่างชาติที่ไม่ใช่ศัตรูสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว แม้จะมีการเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสูงสุดถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำก็ตาม
สถานการณ์ที่คลี่คลายลงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงแรง -5.1% ลงมาแตะระดับ 87.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น +3.2% ขณะที่เกาหลีใต้ขยายตัวได้ถึง +3.1% และจีนกระเตื้องขึ้น +1.8% ตามลำดับ
ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีการยกระดับความรุนแรงทางทหารขึ้นอีก เนื่องจากสหรัฐฯ เพิ่งส่งกองกำลังทหารเพิ่มเติมราว 2,000 นาย จากกองพล 82 AIRBORNE เข้าสู่ตะวันออกกลาง รวมถึงดัชนีภาคการผลิต (PMI) ของหลายประเทศหลักทั่วโลกในเดือนมีนาคมที่เริ่มส่งสัญญาณหดตัว (SHOCK) พร้อมกัน
ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้น ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เริ่มส่งผ่านผลกระทบมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นด้านราคาพลังงาน ล่าสุดรัฐบาลเตรียมประกาศยุตินโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาทต่อลิตร
โดยจะปล่อยให้ราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาดจริงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบหนักถึง 70,000 ล้านบาทต่อเดือน การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเข้ามากดดันภาคการบริโภคของประชาชน
นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดยังพบว่ายอดส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวเพียง 9.90% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 6,137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยเชิงลบเหล่านี้ ท่ามกลางฐานะการคลังที่อ่อนแอ ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Downside GDP) ของไทย
ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อนักลงทุนต่างชาติที่เคยเทขายหุ้นไทยอย่างหนักตลอดทั้งเดือน เริ่มชะลอแรงขายและสลับกลับมาซื้อสุทธิบ้างแล้วกว่า 618.19 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาซื้อต่อเนื่องหากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายลง
เปิดกลยุทธ์ลงทุน
ดังนั้น กลยุทธ์แนะนำเก็งกำไรระยะสั้น รับกระแสสงครามสงบ โดยเน้นไปที่ หุ้นกลุ่ม Anti-Commodity (หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง) ได้แก่ GULF, BGRIM, GPSC, BA, SCC และ SCGP
รวมถึงกลุ่มการท่องเที่ยว อย่าง MINT, CENTEL, BDMS, BH และ กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ย่อตัวลง อย่าง TIDLOR และ MTC โดยมี Prime Picks ประจำวันคือ SCC, BBL และ GULF
สำหรับประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมนั้น แนะนำจับตาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนที่รายงานงบแข็งแกร่ง นำโดย WUXI APPTEC (2359 HK) ที่รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 พุ่งทะยาน 140% พร้อมตุน Backlog ไว้ถึง 5.8 หมื่นล้านหยวน
และ XIAOMI (1810 HK) ที่แม้ธุรกิจสมาร์ทโฟนจะชะลอตัว แต่ธุรกิจอื่นๆ เติบโตแกร่ง โดยเฉพาะรถยนต์ EV รุ่นใหม่ SU7 FACELIFT ที่กวาดยอดจองทะลุ 3 หมื่นคันภายใน 3 วัน)






