thansettakij
thansettakij
สงครามตะวันออกกลางหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่กดดันเศรษฐกิจหากน้ำมันยืนสูง

สงครามตะวันออกกลางหนุนหุ้นพลังงานระยะสั้น แต่กดดันเศรษฐกิจหากน้ำมันยืนสูง

11 มี.ค. 2569 | 00:30 น.

ความตึงเครียดตะวันออกกลางปะทุ ดันน้ำมันพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ เขย่าตลาดโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off นักวิเคราะห์แนะเกาะหุ้นพลังงานระยะสั้น พร้อมหลบความผันผวนด้วยหุ้นสื่อสารและสินค้า-บริการจำเป็น

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานในระยะสั้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความกังวลด้านอุปทาน
  • หากราคาน้ำมันดิบยืนอยู่ในระดับสูง (ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) เป็นเวลานาน จะสร้างแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน
  • ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้จ่ายลดลงและกดดันหุ้นกลุ่มค้าปลีก

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมายังตลาดการเงินทั่วโลก และกดดันบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทยให้ผันผวนมากขึ้นในเดือนมีนาคม 2569

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดหุ้นไทยคือ ความอ่อนไหวของดัชนีต่อราคาพลังงาน เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีน้ำหนักขนาดใหญ่ในตลาด หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับตคัวสูงอย่างต่อเนื่อง และเกิดความกังวลต่อการสำรองน้ำมันในประเทศ

ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางในส่วนของกลุ่มพลังงานมองเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นแต่กดดันระยะกลาง โดยภาพในระยะสั้นหนุนจากความกังวลอุปทานขาดแคลนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (HORMUZ)

โดยภาพของราคาน้ำมันดิบในระยะกลางแล้วคือภาวะอุปทานส่วนเกิน แต่ Downside ก็อาจจะไม่ได้กลับไปเท่ากับในช่วง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกแล้ว เนื่องจากอาจมีอุปสงค์เร่งเข้ามาจากการทยอยเก็บสำรองน้ำมันมากขึ้น

อีกทั้งด้วยแนวโน้มราคาที่ทยอยปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอาจเป็นจุดในการทยอยขายมากกว่า ส่วนปิโตรเคมีหากสถานการณ์รุนแรงในตะวันอออกกลางมองเป็นปัจจัยกดดันมากกว่าจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

สงครามบานปลาย

นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี เปิดมุมมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลาย โดยน้ำหนักฝั่งลบสูงกว่าบวก เพราะแม้ประธานาธิบดี อิหร่าน แถลงว่าจะไม่โจมตีชาติตะวันออกกลางอื่นแล้ว หากไม่ถูกโจมตีก่อน

แต่ท้ายที่สุดไม่มีการปฏิบัตตามถ้อยแถลงดังกล่าว โดยหลังแถลงยังโจมตี UAE และบาห์เรน ขณะที่ UAE เริ่มโต้ตอบอิหร่าน สะท้อนภาพสงครามขยายวง และคาดสร้างความกังวลต่อความเสี่ยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่ม

นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซีย + มีความชัดเจนการวางงบ 2 หมื่นล้านเหรียญฯ สนับสนุนค่าประกันภัยเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันเร่งขึ้นสูงสุดตั้งแต่ ก.ค. 2565 

จากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลาย ราคาน้ำมันดิบในรอบนี้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำจุดสูงสุด ก.ค. ปี 2565 ถือเป็นระดับที่สูงกว่าระดับสร้างความเสี่ยงกำไรตลาด (> 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) เป็นวันแรก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยืนสูงนาน 2-3 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรตลาดจะสูงขึ้น ระยะสั้นตลาดกลับไปอยู่ในภาวะ Risk-off

กลยุทธ์การลงทุน

  1. หุ้นได้ประโยชน์น้ำมันเร่งขึ้น พลังงานต้นน้ำ PTT, BCP, PTTEP เน้นตั้งรับหุ้นกลุ่มกระทบจิตวิทยาตลาดแต่พื้นฐานกระทบจำกัด
  2. กลุ่มสินค้า+บริการจำเป็น สื่อสาร TRUE, ADVANC ค้าปลีก CPALL, CPAXT ร.พ. ที่สะท้อนความเสี่ยงลูกค้าตะวันออกกลางลดลงระยะสั้นไปแล้ว BDMS, BCH ไฟฟ้าที่กระทบพลังงานจำกัด GULF

อย่างไรก็ตาม จะการเฝ้าสังเกตพบว่า ในระยะนี้อาจเห็นแรงขายสลับกลุ่ม, และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CPAXT, CRC) กังวลราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบค่าครองชีพประชาชน คาดปัจจัยนี้จะกดดันให้ประชาชนประหยัดการใช้จ่ายเพื่อลดภาระในครัวเรือนกระทบยอดค้าปลีก

ส่วนหุ้นปรับขึ้น คือ กลุ่มปิโตร (PTTGC, IVL) ปรับขึ้นรับข่าว Bloomberg รายงาน สหรัฐฯ เปิดทางให้อินเดียสามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ชั่วคราวเป็นบวกกับ PTTGC และ IVL ซึ่งมีโรงงาน