thansettakij
thansettakij
โลกเสี่ยงช็อกพลังงาน! ARAMCO ไฟไหม้–ฮอร์มุซสะดุด หุ้นพลังงานไทยได้อานิสงส์

โลกเสี่ยงช็อกพลังงาน! ARAMCO ไฟไหม้–ฮอร์มุซสะดุด หุ้นพลังงานไทยได้อานิสงส์

06 มี.ค. 2569 | 00:30 น.

กูรูเตือนวิกฤตพลังงานโลกเสี่ยงเกิด Oil Shock หลังโรงกลั่น ARAMCO เสียหาย–ฮอร์มุซสะดุด ดันน้ำมันลุ้นทะลุ 120 ดอลลาร์ กดดันเงินเฟ้อ เศรษฐกิจไทย เข้าภาวะ Stagflation ขณะต่างชาติเริ่มสะสมหุ้นพลังงานพยุงตลาด

KEY

POINTS

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก โดยเฉพาะเหตุไฟไหม้โรงกลั่น ARAMCO และการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงัก เสี่ยงให้เกิดภาวะอุปทานพลังงานช็อก (Supply Shock)
  • สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เสี่ยงเผชิญภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation)
  • กลุ่มหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีของไทยได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ช่วยพยุงดัชนีตลาดหุ้น และดึงดูดกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า ความตึงเครียดขยายวงกว้างไปมากกว่า 10 ประเทศ ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะอุปทานหยุดชะงัก (Supply Shock) ในระดับสูง

ปัจจัยหลักที่น่ากังวลเกิดจากความเสียหายรุนแรงของโรงกลั่น ARAMCO ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียหลังเกิดไฟไหม้จากการโจมตี รวมถึงประเทศกาตาร์ที่ต้องระงับการผลิตที่โรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

นอกจากนี้ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก แทบจะหยุดสนิทลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะออกมาประกาศแทรกแซงโดยจัดให้มีประกันภัยการเดินเรือและส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันแล้วก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งขึ้นถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ Oil Shock ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ขยับขึ้นเป็น 2.5% และจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

มองว่าเสี่ยงเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อและ Stagflation สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างหนัก เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูง โดยมีมูลค่าการขาดดุลการค้ากับภูมิภาคนี้ถึง 15,584 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกว่า 72.4% ของการนำเข้าคือพลังงาน

ในระยะสั้น 1-3 เดือนข้างหน้า หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นทันที ซึ่งจะเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน

ส่วนในระยะยาว ไทยอาจมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบหนักขึ้น และจะเป็นตัวบีบให้รัฐบาลต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Renewable Energy) เร็วกว่ากำหนด

กลยุทธ์การลงทุน

ทั้งนี้ จากการเฝ้าสังเกตการณ์พบว่า ต่างชาติทิ้งเอเชียเหนือ สลับซื้อหุ้นพลังงานไทย ในด้านของตลาดทุน แม้ตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะปรับฐานลงแรงกว่า 4% จากแรงเทขายของสถาบันในประเทศเกือบ 6 พันล้านบาท แต่ในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่า กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ได้เริ่มสลับเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มาเข้าสะสมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดถึง 31% ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น ช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีปรับตัวลงลึกเท่าประเทศอื่น

โดยข้อมูลพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มพลังงาน อาทิ PTT, PTTEP, IVL, PTTGC และ BCP รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับฐานลงมาแรงและน่าสนใจอย่าง AOT, BH, BDMS และ CENTEL

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์การตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้