
ความกลัวสงครามฮอร์มุซคลาย หุ้นไทยรีบาวด์ 5% มีลุ้นทะลุ 1,500 จุด
โบรกชี้เป้า SET Index ลุ้นฟื้นทะลุ 1,500 จุด รับความกลัวสงครามฮอร์มุซคลี่คลาย ชูหุ้น 'Domestic & Growth' รับอานิสงส์น้ำมันดิ่ง
KEY
POINTS
- ความกังวลของนักลงทุนต่อสงครามในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง สะท้อนจากดัชนีความกลัว (VIX Index) และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสฟื้นตัวตามสถิติในอดีต โดยอาจปรับขึ้นได้ราว 5% ภายใน 1 เดือน
- จากปัจจัยบวกที่ความตึงเครียดบรรเทาลงและต้นทุนพลังงานลดลง ทำให้ดัชนี SET มีโอกาสฟื้นตัวกลับไปทะลุระดับ 1,500 จุดได้
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกหลังความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 11 โดยพบว่าอารมณ์ความตื่นตระหนกของนักลงทุนเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
สะท้อนจากดัชนีวัดความกลัว (VIX INDEX) ที่เคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 35 ได้ย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 24 แล้วในปัจจุบัน ขณะเดียวกันทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกยังคงมีความผันผวนหนัก ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลงแรงกว่า 11% ลงมาแตะระดับ 87.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แม้ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) จะทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ซาอุดีอาระเบีย, UAE, คูเวต และอิรัก ต้องปรับลดกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากปกติ 20.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เนื่องจากคลังและโรงกลั่นเต็มความจุ
ทว่าตลาดเริ่มมีปัจจัยบวกจากกระแสการหารือเรื่องการหยุดยิง (Ceasefire) และโอกาสที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจจะปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาสูงถึง 300-400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ราคาน้ำมันร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 115-120 ดอลลาร์
ทั้งนี้ มองว่าประเทศไทยยังสามารถรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานได้ ย้ำมีน้ำมันสำรองใช้ยาว 92 วัน ในมิติของเศรษฐกิจไทย โดยราคาน้ำมันดิบมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อไทยสูงถึง 0.76 โดยสถิติชี้ว่าหากราคาน้ำมันดิบ (WTI) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นเกิน 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
เศรษฐกิจไทยมักจะหดตัวเฉลี่ยที่ -0.15% ไตรมาสก่อน ทั้งนี้ รัฐบาลได้ยืนยันความพร้อมในการรับมือวิกฤต โดยประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่รองรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดได้นานถึง 92 วัน แม้ว่าจะไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้เลยก็ตาม จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน
สถิติชี้ VIX ผ่านจุดพีคดันหุ้นไทยฟื้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ทางฝ่ายแนะสอยกลุ่ม "Domestic & Growth" สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในประเทศ โดยทางฝ่ายคาดหวังว่าหากสถานการณ์ดำเนินรอยตามวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เมื่อ VIX INDEX ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตลาดหุ้นไทย (SET Index) มักจะทยอยฟื้นตัวได้ใน 1 เดือน
โดยปรับขึ้นราว 5% ซึ่งในรอบนี้มีโอกาสที่ SET จะฟื้นตัวกลับไปทะลุระดับ 1,500 จุดได้ ในช่วงที่ความตึงเครียดบรรเทาลงและต้นทุนพลังงานปรับลดลง ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม "Domestic & Growth" แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มต้นทุนลด กำไรพุ่ง (Cost Reduction & Margin Expansion) : ได้รับอานิสงส์จากต้นทุนก๊าซและน้ำมันที่ลดลง ช่วยขยายส่วนต่างกำไรให้กว้างขึ้น แนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ GULF, BGRIM, GPSC, BCPG, กลุ่มการบริโภค แนะนำ CBG, OSP และกลุ่มปิโตรเคมี/บรรจุภัณฑ์ แนะนำ IVL, SCC, SCGP
- กลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังซื้อ (Demand & Activity Recovery) : แนะนำกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน เช่น AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW), กลุ่มการแพทย์ อาทิ BH, BDMS และกลุ่มสินเชื่อ แนะนำ TIDLOR, MTC ที่ต้นทุนทางการเงินจะผ่อนคลายลงตามทิศทางเงินเฟ้อ
ชี้เป้าหุ้นตปท.ดาวเด่น
ในส่วนของการลงทุนต่างประเทศ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นในระยะยาว สังเกตจากการที่กลุ่ม NATO เพิ่มเป้าหมายงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 จึงแนะนำ 4 ธีมการลงทุน WAR & WEALTH ได้แก่:
- กลุ่มน้ำมัน : EXXON MOBIL, กองทุน ASP-OIL, DR: OIL03
- กลุ่มอาวุธ (Weapons) : LOCKHEED MARTIN, กองทุน ASP-DEFENSE, DR: MITSU19
- กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) : รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยมีหุ้นเด่นคือ NIO (9866 HK) ที่ล่าสุดโชว์งบไตรมาส 4 พลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรก รายได้พุ่ง 75% เทียบช่วงเดี แตะ 3.46 หมื่นล้านหยวน รวมถึง DR: XPENG03 และ DR: BYDCOM01
- กลุ่มอวกาศ (Space Economy) : ROCKET LAB, กองทุน ASP-JEDI, ETF: ARKX US ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประเทศมหาอำนาจกำลังเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเพื่อความมั่นคง

