thansettakij
thansettakij
ไฟสงครามลามตลาดการเงินโลก เงินทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หนีถือดอลลาร์รอความชัดเจน

ไฟสงครามลามตลาดการเงินโลก เงินทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หนีถือดอลลาร์รอความชัดเจน

10 มี.ค. 2569 | 09:00 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 09:00 น.

สงครามตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด เขย่าตลาดการเงินทั่วโลก นักลงทุนเร่งเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้น พันธบัตร และทองคำ ก่อนโยกเงินพักในสกุลดอลลาร์เพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์ กดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นระยะสั้น

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความผันผวน และกดดันบรรยากาศการลงทุน
  • นักลงทุนทั่วโลกเลือกเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น พันธบัตร และทองคำ เพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
  • กระแสเงินทุนในระยะสั้นมีทิศทางไหลเข้าพักในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์

จากประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมายังตลาดการเงินทั่วโลก และกดดันบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทยให้ผันผวนมากขึ้นในเดือนมีนาคม 2569

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดหุ้นไทยคือ ความอ่อนไหวของดัชนีต่อราคาพลังงาน เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีน้ำหนักขนาดใหญ่ในตลาด หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับตคัวสูงอย่างต่อเนื่อง และเกิดความกังวลต่อการสำรองน้ำมันในประเทศ

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางในส่วนของกลุ่มพลังงานมองเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นแต่กดดันระยะกลาง

โดยภาพในระยะสั้นหนุนจากความกังวลอุปทานขาดแคลนจากการปิดช่องแคบ HORMUZ แต่อย่างไรก็ตาม ภาพของราคาน้ำมันดิบในระยะกลางแล้วคือภาวะอุปทานส่วนเกิน แต่ Downside ก็อาจจะไม่ได้กลับไปเท่ากับในช่วง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกแล้ว

เป็นเพราะอาจมีอุปสงค์เร่งเข้ามาจากการทยอยเก็บสำรองน้ำมันมากขึ้น ราคาที่ทยอยปรับขึ้นมาอาจเป็นจุดในการทยอยขายมากกว่า ส่วนปิโตรเคมีหากสถานการณ์รุนแรงในตะวันอออกกลางมองเป็นปัจจัยกดดันมากกว่าจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

จากปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลให้ทิศทางกระแสเงินทุนทั่วโลกในระยะสั้นเชื่อว่าจะ Wait & See ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน สังเกตได้จากช่วงที่เกิดสงครามนักลงทุนทั่วโลกเลือกจะขายหุ้น ขายพันธบัตร ขายทองคำ และพักเงินในสกุลดอลลาร์

แต่หากสถานการณ์ผ่อนคลายก็มีแนวโน้มที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) จะไหลกลับมาเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) จะยังน่าสนใจหรือไม่นั้น กับเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจค่อนข้างท้าทายเล็กน้อย เพราะ Valuation TECH สหรัฐฯ เริ่มน่าสนใจและหากเดือน เม.ย. ประกาศผลประกอบการได้น่าประทับใจก็เสี่ยงที่เม็ดเงินจะไปกลับไปยังสหรัฐฯ

สำหรับแนวโน้มดชันีตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ในสัปดาห์นี้ (9-13 มี.ค. 69) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,370 - 1,440 จุด โดยเชื่อว่าตลาดได้ Price In ปัจจัยกดดันไปบ้างแล้วเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลาง

และหากไม่ได้ทวีความรุนแรงมากกว่านี้ก็เชื่อว่าบริเวณ 1,350 จุด จะเป็นแนวรับที่ดีได้ แต่หากมีการเจรจากันตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัว กลยุทธ์การลงทุนอาจเริ่มกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยบ้างจาก Valuation รายตัวที่น่าสนใจ TOp Pick MINT BDMS HMPRO CPALL การจัดพอร์ตการลงทุนอาจทยอยลดน้ำมัน ทองคำ และกลับเข้าหุ้น พันธบัตร