thansettakij
thansettakij
"อัสสเดช" ชี้ศึกตะวันออกกลาง กดดันหุ้นไทยผันผวนผนัก ย้ำ Circuit Breaker ยังคุมได้

"อัสสเดช" ชี้ศึกตะวันออกกลาง กดดันหุ้นไทยผันผวนผนัก ย้ำ Circuit Breaker ยังคุมได้

10 มี.ค. 2569 | 00:30 น.

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ตลท.ชี้ระบบควบคุมความผันผวนยังรองรับสถานการณ์ได้ พร้อมเตือนนักลงทุนติดตามทิศทางน้ำมัน ค่าเงิน และเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันและความผันผวนอย่างหนักให้กับตลาดหุ้นไทย
  • ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ "อัสสเดช" เชื่อมั่นว่ากลไกกำกับดูแลตลาด โดยเฉพาะ Circuit Breaker ยังมีประสิทธิภาพและสามารถรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้
  • ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคธุรกิจและเงินเฟ้อในประเทศ

จากประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมายังตลาดการเงินทั่วโลก และกดดันบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยให้ผันผวนมากขึ้นในเดือนมีนาคม 2569

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดมุมมองต่อ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นยังอยู่ในกรอบที่ตลาดทุนสามารถรับมือได้ เนื่องจากโครงสร้างการกำกับดูแลและเครื่องมือควบคุมความผันผวนยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศยังคงเป็นเสาหลักสำคัญในการพยุงเสถียรภาพของตลาด

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สะท้อนบทบาทของกลไกควบคุมตลาดอย่างชัดเจน หลังดัชนี SET ปรับตัวลดลงแรงถึง 8% ในช่วงเช้า จนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker หยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที เพื่อลดภาวะตื่นตระหนกของนักลงทุน ก่อนที่ตลาดจะกลับมาเปิดซื้อขายและปิดลดลงราว 5%

กลไกดังกล่าวทำหน้าที่เสมือน “ปุ่มหยุดพัก” ของตลาด เปิดโอกาสให้นักลงทุนตั้งหลักและประเมินข้อมูลใหม่ ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีเครื่องมืออื่นรองรับความผันผวน ทั้ง Ceiling–Floor, Dynamic Price Band และ Auto Pause ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับตลาดทุนชั้นนำทั่วโลก และยังเพียงพอสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาดหุ้นไทยคือ ความอ่อนไหวของดัชนีต่อราคาพลังงาน เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีน้ำหนักขนาดใหญ่ในตลาด หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกให้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โดยผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนจะเกิดขึ้นสองด้าน คือ กลุ่มพลังงานได้รับประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและการผลิตต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรของธุรกิจจำนวนมาก

ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง โดยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวราวครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด และยังนำเข้า LNG อีกประมาณ 10–20%

แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายไปสู่ต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้านำเข้า และแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ขณะเดียวกัน ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

"อัสสเดช" ชี้ศึกตะวันออกกลาง กดดันหุ้นไทยผันผวนผนัก ย้ำ Circuit Breaker ยังคุมได้

อย่างไรก็ตาม แม้แรงกดดันจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งจากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนของการขับเคลื่อนงบประมาณภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งล้วนเป็นแรงสนับสนุนต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเริ่มปรับตัวด้านต้นทุนและโครงสร้างการดำเนินงานเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากประเทศไทยผ่านช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดไปแล้ว

นอกจากนี้ ประเมินว่าภาวะผันผวนของตลาดหุ้นไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนการ “ปรับฐาน” จากปัจจัยภายนอกมากกว่าจะเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหากสถานการณ์สงครามไม่ขยายวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสรักษาเสถียรภาพได้จากแรงหนุนของปัจจัยภายในประเทศ

ในระยะต่อไป นักลงทุนยังจำเป็นต้องติดตามตัวแปรสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันโลก การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ และท่าทีทางการทูตของมหาอำนาจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่สามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางสภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง การติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิดจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลานี้.