

KEY
POINTS
นายเอเบิล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย เปิดมุมมองต่อประเด็นหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปว่า น่าจะเป็นการกระตุ้นการลงทุน และเห็นสัญญาณถึงความผ่อนคลายในแง่นโยบายการเงิน
ขณะที่ ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งจากการท่องเที่ยว หากรัฐมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งในจังหวัดหลักและจังหวัดรอง เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญในการดึงดูดรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้น
ถ้าตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างราบลื่น และดำเนินนโยบายได้อย่างชัดเจน การเบิกจ่ายงบได้ไม่มีปัญหาและไม่ล่าช้าเหมือนปีก่อนๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าคาดการณ์เศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 1.8% อาจจะทำได้ดีขึ้นมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบของรัฐบาลก็อาจยังไม่ได้เห็นผลทันทีในปีนี้ ต้องใช้เวลา จึงต้องติดตามต่อไป
เรื่องของเพดานหนี้สาธารณะ ส่วนตัวยังมีความกังวลใจในเรื่องนี้อยู่ เพราะปัจจุบันแตะระดับ 68% ทำให้ค่อนข้างมีความยากและท้าทายต่อการคลังในการบริหารจัดการ เนื่องจากเวลาลงทุนหรือกระตุ้นเศรฐกิจ การคลังต้องใช้เงิน
แต่ด้วยช่องว่างที่เหลือของไทยมีค่อนข้างจำกัด ต้องไม่ให้เกินเพดานหนี้ 70% ซึ่งหากว่าเกินก็อาจส่งผลต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศ แต่ด้วยนโยบายของคลังที่เน้นย้ำว่าจะรักษาระดับเครติดเรตติ้งไว้คงเดิมและไม่ให้เพิ่มมากชนเพดาน แม้ยังเดินหน้าลงทุนต่อ จึงมองเป็นความท้าทาย
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทย มองว่ายังมีความเป็นไปได้หากนโยบายกระตุ้นการลงุทนน่าสนใจ โดยอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองและมองว่ามีความน่าดึงดูดใจในการลงทุนจากต่างชาติ ได้แก่ EV และ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นต้น
สำหรับเงินที่ไหลเข้ามาในหุ้นไทยนั้น ด้วยก่อนหน้านี้ต่างชาติเห็นความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล สะท้อนความกังวลจนทำให้เงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า แต่หลังเห็นเสถียรภาพทางการเมืองมีมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง เม็ดเงินจึงเปลี่ยนทิศทาง
แต่ถามว่าเงินที่ไหลเข้ามาจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องหรือไม่นั้น มองว่าก็ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะราบลื่นและมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหน แต่ภาพรวมในสายตาต่างชาติเริ่มมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้นหลังผลการเลือกตั้งออกมา
วันนี้เรามีส่วนต่างระหว่างผลผลิตที่เศรษฐกิจผลิตได้จริง (Output Gap) ที่สูงมาก โดยเฉพาะในเรื่องสังคมผู้สูงวัย ทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลง ความสามารถในการสร้างรายได้หดตัว นโยบายที่มีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่อยากให้โฟกัส คือ เรื่องศักยภาพในการผลิต เป็นสิ่งสำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศให้เข้ามา นี่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ
เรื่องของการบริโภค วันนี้เชื่อเหลือเกินว่า เงินเฟ้อที่ต่ำมากและอาจ -0.3% รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศให้ได้ ดังนั้นในระยะสั้น โครงการคนละครึ่งพลัสอาจมีมาให้ได้เห็นอีกครั้ง
ในส่วนของคำถามที่ว่าประเทศไทยเข้าไปอยู่ในเรด้าของโลกแล้วหรือยังนั้น ส่วนตัวมองว่าไทยได้รับความมั่นใจจากต่างประเทศมากขึ้น แต่หลายคนยังจับตาว่านโยบายจะออกมาเป็นแบบใด จะกระตุ้นส่วนไหน การเบิกจ่ายงบจะดำเนินได้เร็วและไม่ล่าช้าเหมือนรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ ในฝั่งของอาเซียนจริงๆ แล้วเราได้อานิสงส์จาก China+ อยู่แล้ว และไทยก็อยู่ในหัวแถวเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 มองว่าเป็นปีที่การลงทุนต้องคัดให้ลึก มากกว่าซื้อให้กว้าง เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง โอกาสอยู่ในธุรกิจที่ต่อยอด AI สร้างรายได้จริง ขณะที่ไทยเริ่มได้แรงหนุนจากเสถียรภาพการเมืองและความหวังเชิงนโยบาย
แต่ความต่อเนื่องของเงินทุนต่างชาติยังผูกกับวินัยการคลัง เพดานหนี้ 70% และความเร็วในการเบิกจ่ายงบ รวมถึงการดึงดูด FDI กลุ่ม EV และดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกันความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะข้อครหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งหรือการนับคะแนน หากบานปลายอาจกระทบความเชื่อมั่นและทำให้เงินทุนชะลอได้ในระยะสั้น