

KEY
POINTS
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า SET Index ไม่ได้หนีไปจากสถิติพบว่าหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 SET Index ปรับขึ้นมา 2.8% ใกล้เคียงกับสถิติในอดีตที่ผ่านมา คำถามสำคัญคือ จะไปต่อหรือใกล้จะพอแค่นี้
แม้มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะมีเสถียรภาพและอาจอยู่ยาวจนครบเทอม เพราะครองเสียงคะแนนสูงมาก โดยคาดการณ์ว่า 'นายอนุทิน ชาญวีรกูล' จะขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะไปร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อไทย หรือพรรคเล็กอื่นๆ
โดยนโยบายที่เด่นชัดสุดของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ คนละครึ่ง (พลัส) ซึ่งจะหนุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีกโดยเฉพาะต้นน้ำ (CPAXT) รวมถึงศูนย์การค้า (CPN) และเป็นบวกกับกำลังซื้อในภาพรวมช่วยหนุนความสามารถในการชำระหนี้ซึ่งจะดีกับกลุ่มธนาคารและการเงิน (BBL KBANK MTC SAWAD)
แต่อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นมาของ SET Index ในช่วงระดับ 1,400 +/- เริ่มมีระดับ Valuation ที่ไม่ถูกเท่าใดนักและคิดกลับมาเป็น Forward PE ที่ 14.7 – 15 เท่า การจะปรับขึ้นจากนี้จึงจำเป็นจะต้องพิจารณามากขึ้นในการลงทุน
และเมื่อพิจารณาที่เศรษฐกิจไทยจะพบว่า ด้วยเศรษฐกิจไทยการขยายตัวค่อนข้างต่ำในระดับ 1.5 – 2% นั้น สาเหตุเป็นไปได้หลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงจนกระทั่งกดดันการบริโภค รวมไปถึงการสร้างภาระหนี้สินระดับใหม่ก็จะเป็นไปได้ยากช่วงที่ผ่านมา ถึงเห็นยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลง
สอดคล้องกับอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงเช่นกัน นอกจากการบริโภคภายในที่ไม่ได้แข็งแกร่งแล้วพบว่าภาครัฐก็เริ่มมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำกัด จากการที่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำแต่การกู้เงินปริมาณที่มากกว่านี้ก็เริ่มจำกัด
เนื่องจากระดับหนี้สินภาครัฐเทียบกับขนาดเศรษฐกิจกำลังจะถึง Celling ที่กำหนดไว้ (70% GDP) แม้กระทั่งภาคการท่องเที่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจากที่เคยเติบโตได้ต่อเนื่องก็พบว่าในปีก่อนพบการลดลงและปีนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะขยายตัวได้หรือไม่
เมื่อกลับมามองที่ SET Index พบว่าปรับขึ้นมาจน Forward PE ซื้อขายในช่วง 14.7-15 เท่า เริ่มเป็นระดับที่ไม่ได้ถูกเท่าใดนักเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจที่ ขยายตัวเพียง 1.5-2% และหากเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ถือว่าสูงกว่าพอสมควร
อย่างตลาดหุ้น Hang Seng ซื้อขายเพียง 13 เท่า ฟิลิปปินส์ก็ซื้อขายเพียง 10 เท่า โดยทั้ง 2 ดัชนีข้างต้นต่างก็มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า SET Index อย่างไรก็ดี การที่ SET Index ปรับขึ้นมาซื้อขายในช่วง PE 14.7-15 เท่า จึงถือว่าอาจไม่เหมาะสมเท่าใดนัก
และหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยจะต้องเผชิญกับการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 ที่ยังไม่สดใสเท่าใดนัก คาดการณ์กำไรในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL CRC CPAXT จะลดลงเทียบกับปีก่อนและหากรายงานแย่กว่าคาดการณ์จะกลับมาเป็นแรงกดดัน
ในขณะเดียวกันก็ถือว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ Price In ปัจจัยบวกเรื่องการเมืองไปค่อนข้างมากพอสมควรแล้ว