thansettakij
หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 69 ลุ้นทะลุ 1,375 จุด หรือสะดุดแรงขาย?

หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 69 ลุ้นทะลุ 1,375 จุด หรือสะดุดแรงขาย?

07 ก.พ. 2569 | 09:26 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.พ. 2569 | 09:32 น.

หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 69 ลุ้นแรงหนุนตั้งรัฐบาลเร็ว ดัน SET แตะ 1,375 จุด แต่หากการเมืองยืดเยื้อ เสี่ยงสะดุดแรงขายต่างชาติ กดดันดัชนีและค่าเงินบาท

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้ชี้ชะตาเฉพาะการเมือง แต่กำลังกำหนดทิศทางตลาดทุนไทยทั้งปี นักลงทุนถามคำถามเดียวกันว่า หลังรู้ผลแล้ว SET จะไปต่อหรือพักฐาน คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าใครชนะ หากแต่อยู่ที่ “ความเร็ว” และ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาลชุดใหม่

บรรยากาศก่อนวันเลือกตั้งเริ่มเห็นแรงเก็งกำไรกลับเข้ามา ดัชนี SET เดือนมกราคมปรับขึ้นกว่า 5% จากแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ยังคงเป้าหมายดัชนีปี 2569 ที่ 1,375 จุด บนประมาณการ EPS 90.5 บาท และ PER 15.2 เท่า สะท้อนมุมมองว่าหากความเชื่อมั่นฟื้นต่อเนื่อง ตลาดมีโอกาสไต่ระดับขึ้นได้

โมเมนตัมก่อนเลือกตั้ง เริ่มเห็น Fund Flow ขยับ

แรงซื้อจากต่างชาติในช่วงต้นปีสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มวางเดิมพันกับภาพหลังเลือกตั้ง โดยเฉพาะความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ และโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงินอาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เงินทุนยังเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง เพราะตลาดต้องการเห็น “โครงสร้างรัฐบาล” ที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักลงทุนจริงจัง

3 ฉากทัศน์การเมือง กับทิศทาง SET

ภาพหลังเลือกตั้งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์หลัก

หากพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างรวดเร็ว ตลาดมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกทันที ความชัดเจนของนโยบายจะช่วยลด Risk Premium เงินบาทมีโอกาสแข็งค่า และ Fund Flow ต่างชาติอาจไหลกลับเข้ามา หุ้นขนาดใหญ่โดยเฉพาะพลังงาน ธนาคาร และสื่อสาร จะเป็นเป้าหมายหลักของแรงซื้อ

กรณีรัฐบาลผสมที่สามารถตกลงกันได้เร็ว ตลาดอาจผันผวนระยะสั้น แต่จะฟื้นตัวเมื่อเห็นทีมเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายชัดเจน หากไม่มีความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง นี่ถือเป็นฉากทัศน์ที่ภาคธุรกิจ “รับได้”

แต่หากการเจรจายืดเยื้อจนเกิดสุญญากาศทางการเมือง ความล่าช้าในการผลักดันนโยบายและงบประมาณจะกระทบความเชื่อมั่นทันที ดัชนี SET มีโอกาสอ่อนตัว ค่าเงินบาทผันผวน และนักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจ

บล.พาย: ตลาดจะเล่นข่าวก่อนเล่นพื้นฐาน

 

ด้าน นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง ตลาดจะเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวการจับขั้วการเมืองมากกว่าปัจจัยพื้นฐานจริง โดยดัชนีมีแนวโน้มผันผวนสูง

บล.พายมองว่า หากตั้งรัฐบาลได้ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 1 เดือน ความเชื่อมั่นจะทยอยฟื้น และมีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับในหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับฐานลงมากก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม หากการจัดตั้งล่าช้า ตลาดอาจเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอีกระลอก เพราะระดับ Valuation ของตลาดไทยไม่ได้ถูกมากเมื่อเทียบภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยภายนอกยังเป็นตัวแปรกดดัน

“ตลาดไม่ได้รอว่าใครชนะ แต่รอว่าตั้งรัฐบาลได้เร็วแค่ไหน” นายธนเดช ระบุ

 

กลุ่มท่องเที่ยว ตัวเร่งกำไรครึ่งปีแรก

การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีน และแรงหนุนจากฤดูกาลต้นปี เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อหุ้นโรงแรม สนามบิน และสายการบิน

หากตัวเลขนักท่องเที่ยว YoY พลิกกลับมาเป็นบวกชัดเจน กลุ่มนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดช่วงต้นปี

 

พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ฐานรับความผันผวน

หุ้นพลังงานขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานยังถูกมองเป็นฐานรับแรงกระแทกในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง สภาพคล่องสูงและน้ำหนักในดัชนีมาก ทำให้เป็นเป้าหมายหลักของ Fund Flow

หากรัฐบาลใหม่เดินหน้าโครงการลงทุนต่อเนื่อง กลุ่มนี้จะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณรัฐ

 

ค้าปลีกและกำลังซื้อ ขึ้นอยู่กับนโยบาย

กลุ่มค้าปลีกและบริโภคในประเทศจะตอบสนองโดยตรงต่อมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ หากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายลักษณะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ยอดขายอาจฟื้นเร็ว แต่ตลาดจะจับตาวินัยการคลังควบคู่กันไป เพราะการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงอาจกดดันค่าเงินบาทในระยะกลาง

 

ปัจจัยที่ต้องจับตา 3 เดือนแรก

สามเดือนหลังเลือกตั้งจะเป็นช่วงพิสูจน์ความเชื่อมั่น ตลาดจะประเมินจากความเร็วในการตั้งรัฐบาล โครงสร้างทีมเศรษฐกิจ นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อ และทิศทางดอกเบี้ย หากสัญญาณออกมาเชิงบวก SET มีโอกาสเดินหน้าตามเป้าหมาย 1,375 จุดที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้

แต่หากเกิดความล่าช้าและความไม่แน่นอนยืดเยื้อ ตลาดอาจต้องเผชิญความผันผวนอีกระยะหนึ่ง

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ได้ตัดสินเพียงว่าใครจะบริหารประเทศ แต่กำลังตัดสินด้วยว่า ตลาดทุนไทยจะฟื้นความเชื่อมั่นได้เร็วแค่ไหน และเสถียรภาพจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของปี 2569 หรือไม่.