
จิตตะ เวลธ์เตือนวัฏจักรตลาดสั้นลง มองปี 69 ต้องกระจายพอร์ตมากขึ้น
จิตตะ เวลธ์ ประเมินปี 2569 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน โตไม่เท่ากัน แนะกลยุทธ์ Core & Satellite กระจายพอร์ต ยึดวินัยลงทุนระยะยาว
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.จิตตะ เวลธ์)เปิดเผยว่า ความผันผวนในตลาดการเงินมีแนวโน้มเกิดขึ้น “เร็วและรุนแรง” กว่าอดีต จากความเร็วของข้อมูล การซื้อขายด้วย AI และความเชื่อมโยงตลาดโลก
ทำให้วัฏจักรความหวัง-ความกลัวอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือน แตกต่างจากอดีตที่กินเวลาหลายปี จึงทำให้การพยายามจับจังหวะตลาด (Timing the Market) ทำได้ยากขึ้น
ขณะที่ผู้ลงทุนแบบเฉพาะตลาดจำเป็นต้องมีกระบวนการวิเคราะห์แม่นยำรอบด้าน และสามารถใช้เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ ลดอคติ และคัดเลือกตลาด/หุ้นที่มีโอกาสมากกว่าในแต่ละช่วงเวลาอ
ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งยึดหลักการกระจายความเสี่ยงพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดผลกระทบจากตลาดผันผวนรุนแรงได้
โดยยกตัวอย่างช่วง Liberation Day วันที่ 8 เมษายน ที่สินทรัพย์ทั่วโลกปรับลงแรง พบว่า พอร์ต Global ETF (Core) ติดลบเพียง -8.60% เทียบกับ S&P500 TR ที่ติดลบ -13.65% (รวมปันผลและแปลงกลับเป็นเงินบาท) จากการกระจายลงทุนหลายประเทศและมีสัดส่วนตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวน
ขณะที่พอร์ตรอง (Satellite) เช่น Jitta Ranking Alpha ซึ่งในช่วงนั้นมีการลงทุนในจีน ช่วยกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ โดยเมื่อเทียบกับ CSI300 พบว่า ช่วงเดียวกันพอร์ตติดลบ -2.74% น้อยกว่าดัชนีที่ติดลบ -7.22% และสามารถฟื้นตัวกลับมาเหนือดัชนี โดยรายงานระบุผลตอบแทน 23.77% ณ วันที่ 22 มกราคม 2568
ปี 2569 โลกเข้าสู่สมดุลใหม่ “โตไม่พร้อมกัน-โตไม่เท่ากัน” สหรัฐฯ ยังชี้นำสภาพคล่อง
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดทุนโลกปี 2569 โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” เป็นภาวะสมดุลใหม่ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต โดยบางประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอลง
แม้ภายในประเทศเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มรายได้ก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ส่งผลให้การลงทุนต้องยึดหลักกระจายความเสี่ยงและจัดพอร์ตอย่างเป็นระบบมากกว่าการ “เลือกตลาดเดียวแล้วถือยาว” แบบเดิม
สหรัฐฯ ยังเป็นตัวกำหนดสภาพคล่องและอารมณ์ลงทุนโลก
สหรัฐอเมริกายังคงเป็น “Core Driver” ของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก แม้ไม่ใช่ประเทศที่เติบโตเร็วที่สุด โดยคาดการณ์ GDP Growth ปี 2569 อยู่ราว 1.8–2.3% แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การใช้จ่ายภาครัฐ และนโยบายอุตสาหกรรม
ขณะที่นโยบายการเงินของเฟดมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายแบบระมัดระวัง โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับ “ทิศทางนโยบายระยะยาว” มากกว่าจำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามประเด็นการเปลี่ยนตัวประธานเฟดในปี 2569 ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐฯ
จีนโตช้าลง แต่เร่งเปลี่ยนโครงสร้างสู่เทคโนโลยีขั้นสูง
ด้านจีนถูกประเมินว่าอาจไม่ใช่ Growth Engine แบบเดิม แต่กำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด แม้การบริโภคในประเทศฟื้นตัวช้า แต่คาดว่า GDP ปี 2569 ยังเติบโตได้ราว 4.4–4.8%
พร้อมกันนี้ จีนเริ่มรุกตลาดโลกด้วยสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูง ทำให้ยังเป็นผู้เล่นหลักฝั่ง Supply ของโลก อย่างไรก็ดี นักลงทุนต้องเฝ้าระวังแรงกระแทกด้านการแข่งขันที่อาจส่งผลต่อประเทศอื่น
ญี่ปุ่นเปลี่ยนเกมจาก “ค่าเงิน” สู่ “คุณภาพกำไร”
ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ จากยุคเงินฝืดสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ โดยมีการยุติดอกเบี้ยติดลบและปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปี 2569 มีโอกาสแตะ 0.75–1.0% ขณะที่เศรษฐกิจคาดเติบโตราว 0.7%
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล การลงทุนใน Automation, Robotics และ AI รวมถึงเม็ดเงินลงทุนภายในประเทศที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น
เวียดนามเด่นจาก China+1 ขยับสู่ Tech Manufacturing Hub
เวียดนามถูกมองเป็น “ผู้ชนะเชิงโครงสร้างของเอเชีย” ได้ประโยชน์จากกลยุทธ์ China+1 ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยประเทศกำลังขยับจากฐานการผลิตสู่การเป็น Tech Manufacturing Hub ของอาเซียน เศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ขยายตัวเร็ว
ขณะที่ FDI ไหลเข้าในกลุ่ม High-tech และ Semiconductor ต่อเนื่อง และตลาดหุ้นเวียดนามมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ไทยฟื้นช้า แต่มีจุดเปลี่ยนด้านนโยบายต้องจับตา
สำหรับไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยคาด GDP ปี 2569 อยู่ที่ 1.5–1.7% แรงหนุนหลักยังมาจากภาคท่องเที่ยว ขณะเดียวกันต้องติดตามปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการคลัง
AI ชี้เป้าตลาด “ถูก” มากกว่า “แพง” จีนขึ้นนำ
ในมุมโอกาสการลงทุนปี 2569 จิตตะ เวลธ์อ้างอิงข้อมูล AI Market Prediction ที่ประเมินสัดส่วน “หุ้นดีราคาถูก” เทียบกับ “หุ้นดีราคาแพง” พบว่า จีนยังถูกชี้เป็นตลาดที่มีหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีราคาแพงถึง 4.56 เท่า ตามด้วยฮ่องกง 2.57 เท่า ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ขณะที่หุ้นไทยอาจมีหุ้นดีราคาถูกมากถึง 9 เท่า แต่ยังมีแรงกดดันจากโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นปัจจัยต้องพิจารณาควบคู่
แนะจัดพอร์ต Core & Satellite รับความผันผวนปี 2569
ปี 2569 นักลงทุนหลีกเลี่ยง “ความผันผวน” ได้ยาก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ลงทุนอะไร” แต่คือ “จัดพอร์ตอย่างไร” ให้ผ่านความผันผวนไปได้ โดยแนวทางหลักยังเป็นการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite
- Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ราว 80% เน้นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงทั่วโลก เช่น Global ETF หรือ Omni Fund เพื่อการเติบโตระยะยาว
- Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ราว 20% เลือกธีม/ตลาดที่มีศักยภาพ หรือใช้กลยุทธ์อย่าง Jitta Ranking Alpha และ Thematic Optimize เพื่อเพิ่มโอกาสผลตอบแทน โดยยังคุมความเสี่ยงรวมได้จากพอร์ตหลัก
ทั้งนี้ สัดส่วนสามารถปรับตามความเสี่ยงที่รับได้ แต่พอร์ตหลักไม่ควรน้อยกว่า 50% โดยยกตัวอย่าง หากพอร์ตรองผันผวนและติดลบ 50% ในโครงสร้าง Core 80% : Satellite 20% พอร์ตโดยรวมจะลดลงประมาณ 10%
เสริมวินัยด้วย DCA แบบเพิ่มเงินลงทุนปีละ 10%
อีกกลยุทธ์ที่แนะนำคือการลงทุนแบบ DCA ระยะยาว และเพิ่มเงินลงทุนแบบ Annual Boost ปีละ 10% เพื่อสะสมสินทรัพย์มากขึ้นในช่วงตลาดผันผวน โดยยกตัวอย่างการลงทุนเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทนทบต้น 8% ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี
- DCA คงที่ มูลค่าพอร์ตประมาณ 1.49 ล้านบาท
- DCA Annual Boost 10% มูลค่าพอร์ตเพิ่มเป็นราว 4.77 ล้านบาท
สะท้อนว่า “การเพิ่มเงินลงทุนตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น” สามารถยกระดับผลลัพธ์การลงทุนระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ







