ในปี 2569 ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเติบโตช้า และปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของ GDP โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะมี Upside ที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยได้ หากการส่งออกไม่ตกต่ำจนเกินไป
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ติดลบ
เปิดโอกาสให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นขนาดกลางและเล็กหลายตัวให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล
สำหรับธีมการลงทุนในปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่
นายกวี ชูกิจเกษม, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางตลาดในปี 2569 ว่า นักลงทุนควรติดตามการเติบโตใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านการเป็นศูนย์กลางของการผลิต Data Center
ไทยมีศักยภาพสูงทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำ, ไฟฟ้า, พลังงานทดแทน และการขนส่ง ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการพัฒนาเช่นนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับหลายปัจจัยท้าทาย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตช้า การขาดการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น Semiconductor หรือ Data Center ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากปัญหาภายในประเทศเช่น หนี้สินครัวเรือนและสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Aging Society
ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.7% โดยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มี S-curve ใหม่ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นักลงทุนจึงอาจไม่ได้เห็นหุ้นที่เติบโตเร็วในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาพร้อมกับปันผลสูงในระดับ 4-7% ทำให้ยังมีเสน่ห์อยู่ และการเลือกหุ้นใน SET50 จะเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากราคาหุ้นถูกลงและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน) มองภาพการลงทุนในปี 2569 โดยเน้นความสำคัญของการลงทุนในต่างประเทศท่ามกลางความเสี่ยงที่หลากหลาย ทั้งจากความผันผวนของตลาดและความท้าทายในเศรษฐกิจโลกในปีหน้า
สำหรับปี 2569 สินทรัพย์ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้แก่ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพฟื้นตัว โดยเฉพาะทองคำซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุน เพราะสามารถรักษามูลค่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน ในขณะเดียวกันอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามอง
ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นมีแนวโน้มที่ผลตอบแทนจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้ตราสารหนี้ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ที่ได้อานิสงค์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ มีผลตอบแทนที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ในไทย โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลไทยยังค่อนข้างมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำ และต้องระวังการใช้จ่ายของภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อ Bond Yield
ในส่วนของหุ้น การลงทุนในตลาดหุ้นในปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในสหรัฐฯ หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือรายได้ชะลอลงอาจมี Downside ก่อนที่จะกลับมาซื้อขายที่ราคาต่ำกว่าเดิม ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินยูโรและการกระจายการลงทุนจากจีน
นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธนาคารยังมีโอกาสเติบโต
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.จิติพลมองว่าในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะมี Upside ที่จำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่ำและขาดการขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว
เช่น เทคโนโลยีหรือ Semiconductor แต่ยังคงมีความหวังจากการพัฒนาโครงการทางการเงินระยะยาว เช่น TISA ที่จะช่วยเสริมสร้างวินัยในการออมและการลงทุนระยะยาวให้กับคนไทย
การจัดสรรพอร์ตการลงทุนในปี 2569 ควรแบ่งออกเป็นเงินสด 10%, ทองคำ 10%, ตราสารหนี้ 30% และหุ้น 50% โดยในปี 2568 ลูกค้ามักจะปรับพอร์ตน้อย เพราะสินทรัพย์หลายตัวมีผลตอบแทนที่ดี เช่น ทองคำที่ราคาขึ้นมากกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา คาดว่าปี 2569 จะมีผลตอบแทนประมาณ 5-7% ตามที่นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
ดร.จิติพลย้ำถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงและการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย มองว่า การลงทุนในปีนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในด้านการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก
สำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงต่ำจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากประเด็นด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและปันผลสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีการจ่ายปันผลสูงถึง 4-7% นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ เช่น หุ้นในกลุ่มบริการ, ท่องเที่ยว และค้าปลีก ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย
การลงทุนในปี 2569 คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และความต้องการพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น เวียดนาม, อินเดีย และเกาหลีใต้ และประเทศไทยก็ยังคงมีโอกาสเติบโตในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและมีปันผลสูงอย่างหุ้นใน SET50
ขณะที่การลงทุนในตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ, ยุโรป และญี่ปุ่น ก็ยังคงมีความน่าสนใจในบางกลุ่มอุตสาหกรรม
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 - 3 มกราคม พ.ศ. 2569