เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

02 ม.ค. 2569 | 01:51 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ม.ค. 2569 | 01:51 น.

จับตาทิศทางการลงทุนปี 2569 โดยผู้เชี่ยวชาญชู 5 สินทรัพย์น่าลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ, ทองคำ, และการย้ายฐานการผลิตของ Data Center พร้อมแนะนำการจัดพอร์ตลงทุนในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทาย

ในปี 2569 ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเติบโตช้า และปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของ GDP โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะมี Upside ที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยได้ หากการส่งออกไม่ตกต่ำจนเกินไป 

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ติดลบ

เปิดโอกาสให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นขนาดกลางและเล็กหลายตัวให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล

สำหรับธีมการลงทุนในปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 ธีมหลัก ได้แก่

  1. หุ้นที่รับอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่น AOT, CENTEL, TFG
  2. หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น CPALL, GLOBAL, KBANK
  3. หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตของ Data Center เช่น GULF, BGRIM, WHAUP

เปิดธีมบริหารเงินปี 2569 ชู 5 สินทรัพย์ รับมือเศรษฐกิจผันผวน 

นายกวี ชูกิจเกษม, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางตลาดในปี 2569 ว่า นักลงทุนควรติดตามการเติบโตใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านการเป็นศูนย์กลางของการผลิต Data Center

ไทยมีศักยภาพสูงทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำ, ไฟฟ้า, พลังงานทดแทน และการขนส่ง ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า  

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการพัฒนาเช่นนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับหลายปัจจัยท้าทาย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตช้า การขาดการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น Semiconductor หรือ Data Center ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากปัญหาภายในประเทศเช่น หนี้สินครัวเรือนและสังคมที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Aging Society  

ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.7% โดยที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มี S-curve ใหม่ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นักลงทุนจึงอาจไม่ได้เห็นหุ้นที่เติบโตเร็วในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาพร้อมกับปันผลสูงในระดับ 4-7% ทำให้ยังมีเสน่ห์อยู่ และการเลือกหุ้นใน SET50 จะเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากราคาหุ้นถูกลงและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ 

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน) มองภาพการลงทุนในปี 2569 โดยเน้นความสำคัญของการลงทุนในต่างประเทศท่ามกลางความเสี่ยงที่หลากหลาย ทั้งจากความผันผวนของตลาดและความท้าทายในเศรษฐกิจโลกในปีหน้า 

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์, ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์และหัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน)

สำหรับปี 2569 สินทรัพย์ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้แก่ ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพฟื้นตัว โดยเฉพาะทองคำซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีในการลงทุน เพราะสามารถรักษามูลค่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน ในขณะเดียวกันอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวจะเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามอง 

ส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นมีแนวโน้มที่ผลตอบแทนจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้ตราสารหนี้ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ที่ได้อานิสงค์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ มีผลตอบแทนที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ในไทย โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลไทยยังค่อนข้างมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำ และต้องระวังการใช้จ่ายของภาครัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อ Bond Yield 

ในส่วนของหุ้น การลงทุนในตลาดหุ้นในปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในสหรัฐฯ หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือรายได้ชะลอลงอาจมี Downside ก่อนที่จะกลับมาซื้อขายที่ราคาต่ำกว่าเดิม ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินยูโรและการกระจายการลงทุนจากจีน 

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธนาคารยังมีโอกาสเติบโต
 สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.จิติพลมองว่าในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะมี Upside ที่จำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตต่ำและขาดการขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว 

เช่น เทคโนโลยีหรือ Semiconductor แต่ยังคงมีความหวังจากการพัฒนาโครงการทางการเงินระยะยาว เช่น TISA ที่จะช่วยเสริมสร้างวินัยในการออมและการลงทุนระยะยาวให้กับคนไทย 

การจัดสรรพอร์ตการลงทุนในปี 2569 ควรแบ่งออกเป็นเงินสด 10%, ทองคำ 10%, ตราสารหนี้ 30% และหุ้น 50% โดยในปี 2568 ลูกค้ามักจะปรับพอร์ตน้อย เพราะสินทรัพย์หลายตัวมีผลตอบแทนที่ดี เช่น ทองคำที่ราคาขึ้นมากกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา คาดว่าปี 2569 จะมีผลตอบแทนประมาณ 5-7% ตามที่นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด 

ดร.จิติพลย้ำถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงและการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ 

นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย มองว่า การลงทุนในปีนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในด้านการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก  

นายประมุข มาลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกรุงไทย

5 ธีมการลงทุนที่ควรจับตามองในปี 2569 

  1. การสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยทั่วโลก: การผ่อนคลายนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทั่วโลกจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร, อุตสาหกรรมที่มีการเติบโตทางโครงสร้าง เช่น ธนาคารในยุโรปและกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
  2. การลงทุนในพลังงานไฟฟ้าและโครงข่ายพื้นฐาน (Grid): การขยายตัวของ AI ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ
  3. การขยายตัวของตลาดที่ไม่กระจุกตัว: ตลาดในกลุ่มเฮลท์แคร์และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  4. การเติบโตของตลาดเกิดใหม่: ประเทศที่อยู่ในตลาดเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม, อินเดีย, และเกาหลีใต้ ได้รับอานิสงส์จากการปรับนโยบายและการปรับสถานะของตลาดหุ้น
  5. ตลาดหุ้นจีนที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน: สำหรับตลาดจีน นักลงทุนควรเลือกหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และเลือกหุ้นที่มีการคืนกำไรสู่ผู้ถือหุ้น 

สำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงต่ำจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ หลังจากประเด็นด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์  

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและปันผลสูง เช่น หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มีการจ่ายปันผลสูงถึง 4-7% นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ เช่น หุ้นในกลุ่มบริการ, ท่องเที่ยว และค้าปลีก ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย 

การลงทุนในปี 2569 คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และความต้องการพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เช่น เวียดนาม, อินเดีย และเกาหลีใต้ และประเทศไทยก็ยังคงมีโอกาสเติบโตในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีราคาถูกและมีปันผลสูงอย่างหุ้นใน SET50

ขณะที่การลงทุนในตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ, ยุโรป และญี่ปุ่น ก็ยังคงมีความน่าสนใจในบางกลุ่มอุตสาหกรรม

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 - 3 มกราคม พ.ศ. 2569