ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN-Index ปรับตัวขึ้นกว่า 30% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมทำสถิติสูงสุดใหม่และสร้างผลตอบแทนบวกต่อเนื่องเป็นปีที่สาม
ปัจจัยหนุนหลักมาจากความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจ ความชัดเจนด้านนโยบาย และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนในประเทศ
การปรับตัวเชิงบวกในปีนี้สะท้อนถึง การเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นตัวหลังวิกฤติสู่ช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการเติบโตใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างยั่งยืนในระยะกลางถึงยาว
แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะต่อไปคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี ภายใต้แผน “Doi Moi 2.0” ที่มุ่งยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยมีสี่เสาหลัก ได้แก่
แผนดังกล่าวจะช่วยเสริมบทบาทของภาคเอกชนและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของ GDP ในระดับ 10% ต่อปีตามเป้าหมายของรัฐบาล
จากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถสรุปเป็น ธีมการลงทุนสำคัญในปี 2026 ได้ 3 ด้านหลัก
การลงทุนมหาศาลนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มเหล็ก พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และธนาคาร ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของสินเชื่อและสภาพคล่องในระบบ
ผลลัพธ์ คือ การปรับสถานะตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ Emerging Market โดย FTSE Russell ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2026 การยกระดับครั้งนี้คาดว่า จะดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 2 แสนล้านบาท
นอกจากนั้น รัฐบาลเวียดนามยังตั้งเป้ารับการยกระดับโดย MSCI ภายในปี 2030 เพื่อเสริมบทบาทในตลาดทุนโลก หุ้นกลุ่มโบรกเกอร์และธนาคารที่มีธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จึงเป็นกลุ่มที่น่าจับตา
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวใหม่จะส่งผลบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับภาคขนส่งและการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การขยายมาตรการลด VAT สำหรับสินค้า ICT และเครื่องใช้ไฟฟ้า การปราบปรามสินค้าเถื่อน และการเปิดเสรีตลาดทองคำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค
แม้แนวโน้มโดยรวมจะสดใส แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่โดยเฉพาะสถานะทางการเงินที่มีหนี้สินสูงมากของกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ในตลาด ความผันผวนจากการกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้นและการใช้ Leverage ของนักลงทุนรายย่อยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจสร้างแรงขายมหาศาลหากความเชื่อมั่นเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ความต้องการอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอตัวหลังการฟื้นตัวและความตึงเครียดทางการค้ารวมถึงมาตรการภาษียังคงเป็นปัจจัยไม่แน่นอน
โดยสรุป ปี 2026 ถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของตลาดหุ้นเวียดนาม ที่มีทั้งการปฏิรูปเชิงนโยบาย การพัฒนาตลาด และการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติหลังจากการปรับสถานะเป็น Emerging Market จึงทำให้ทาง
บลจ. ไทยพาณิชย์ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนาม และคาดว่า VN-Index ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,900–2,000 จุดในปี 2026 ด้วยแนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 20%
ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรที่คาดการณ์ไว้ (Forward Price to Earnings Ratio) ที่ 12 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 14 เท่า และต่ำกว่าจุดสูงสุดในรอบตลาดกระทิงที่ 15–16 เท่า