
หุ้นไทยรอปัจจัยใหม่หนุน แกว่ง Sideways กรอบ 1,270 - 1,300 จุด
ตลาดหุ้นไทย วันนี้ (23 ก.ย.68) แกว่ง Sideways ในกรอบ 1,270 - 1,300 จุด ปัจจัยภายนอกยังมีแรงส่งเด่นต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ภายในยังขาดปัจจัยใหม่มาช่วยหนุนในระยะสั้น ดังนั้น ตลาดอาจอยู่ในช่วงปรับฐาน
KEY
POINTS
- บล. ลิเบอเรเตอร์ คาดดัชนีหุ้นไทยคาดว่าจะเคลื่อนไหวแบบ Sideways ในกรอบ 1,270 - 1,300 จุด
- ตลาดในระยะสั้นยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ทำให้อยู่ในช่วงของการปรับฐาน
- ปัจจัยหนุนในระยะกลางคาดว่าจะมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) วิเคราะห์หุ้นไทยวันนี้ (23 ก.ย. 68) ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีแรงหนุนเชิงบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จากความคาดหวังการเติบโตของธุรกิจ AI ที่ยังสดใส
ล่าสุด NVIDIA ประกาศลงทุนในบริษัท OpenAI สูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ผสานกับความคาดหวังเชิงบวกต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงถัดไป หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา FED ปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ธ.ค. 2567
โดยยังแนะติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของ FED โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเฟ้อ และภาคแรงงาน โดยปลายสัปดาห์นี้แนะติดตามการรายงานตัวเลข US Core PCE
ส่วนวันนี้ติดตามการรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของทั้ง US & Eurozone โดยสหรัฐฯ คาดหวัง PMI ภาคการผลิตชะลอเล็กน้อยสู่ 52.2 จุด เช่นเดียวกับภาคบริการที่คาดที่ 54.0 ลดลงเล็กน้อยจาก 54.5 จุดในเดือนก่อนหน้า
ด้าน PMI ทางฝั่ง Eurozone พบว่า ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการเดือน ก.ย. คาดทรงตัวที่ระดับ 50.7 และ 50.5 จุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยวันนี้ ยังอยู่ในช่วงการปรับฐาน โดยในระยะสั้นอาจขาดปัจจัยหนุนใหม่ แต่อย่างไรก็ดีภาพแนวโน้มในระยะกลาง คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อการลงทุนที่มากขึ้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนในช่วงถัดไป
ดังนั้นกลยุทธ์อาจเน้นรอย่อตั้งรับหุ้นที่คาดหวังฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีวันนี้แกว่ง Sideways ในกรอบ 1,270 - 1,300 จุด
ปัจจัยที่ต้องจับตา
23 ก.ย.
- PMI ภาคการผลิตและบริการ สหรัฐฯ & ยูโรโซน
24 ก.ย.
- ยอดส่งออกไทย
- ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ
- สต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์สหรัฐฯ
หุ้นเด่นแนะนำ
JMT ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 15.30 บาท
- คาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2568 ที่ระดับ 298 ล้านบาท ฟื้น +20% จากไตรมาสก่อน แต่หดตัว -30% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากฐานสูง โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการเก็บหนี้ ทำให้เชื่อว่าระดับการตั้ง ECL ในช่วงครึ่งหลังปี 2568 จะทยอยลดลง
- Valuation ปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่แพง โดยเทรดที่ PE ratio 12.4 เท่า อยู่ในระดับที่น่าทยอยสะสม







