
โบรกชี้ 'คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน' คัมแบ็ก หนุนหุ้นค้าปลีก-แบงก์ คึกคัก
กูรูแนะจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ ‘คนละครึ่ง–ช้อปดีมีคืน’ ปลุกกำลังซื้อ หนุนหุ้นค้าปลีก–แบงก์ สดใส
KEY
POINTS
- บล.พาย คาดการณ์ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ เช่น โครงการ 'คนละครึ่ง' และ 'ช้อปดีมีคืน' มีแนวโน้มจะกลับมาอีกครั้ง
- มาตรการดังกล่าวจะส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ
- หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายนี้ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO, COM7) และกลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, KTB, SCB)
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นที่นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนี้รอติดตามการโปรดเกล้าหากเสร็จสิ้นก็พร้อมออกนโยบายทันที
โดยทางฝ่ายมีมุมมองที่เป็นบวกต่อนโยบายที่ได้ปรากฎออกมา โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง และโครงการช็อปดีมีคืน เป็นต้น แม้รายละเอียดในแง่ของมูลค่าเงินยังไม่ได้ประกาศออกมา
แต่ทางฝ่ายมองบวกกับหุ้นในกลุ่มค้าปลีก อาทิ CPALL CPAXT HMPRO COM7 และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ BBL KBANK KTB และ SCB เป็นต้น ซึ่งจะขยายตัวมากขึ้นตามแรงการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน
ในแง่ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นนี้นั้น มองว่าตลาดเข้าสู่ช่วงไร้ปัจจัยใหม่ๆ หลังทราบผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไปแล้วแต่ก็เชื่อว่า Downside Risk ตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้สูงมากนัก เพราะยังมีปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนหากลงทุนระยะสั้นนั้น ทางฝ่ายแนะเลือกหุ้นที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยปรับลง อาทิ ค้าปลีก CPALL HMPRO, อสังหาริมทรัพย์ AP SPALI, การเงิน MTC SAWAD และโรงพยาบาล BDMS
มีลุ้นเฟดั่นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไปของ FED นั้น ประเมินว่าดอกเบี้ยของ FED อาจปรับลงได้ไม่มากนัก (จากการยืนยันของ FED ในการประชุมรอบล่าสุด) ให้โอกาสที่จะปรับลงปีหน้าเพียง 1 ครั้ง (0.25%) แต่อย่างไรก็ดีจากนี้ก็มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น จึงแนะติดตามโดยเฉพาะตลาดแรงงานและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ส่วนความเห็นล่าสุดจาก CME FED Watch ประเมินว่า FED จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้แต่ปีหน้าจะลดลงเพียง 2 ครั้ง ซึ่งนับว่าค่อนข้างน้อย
หากเป็นเช่นนี้ก็ให้ระมัดระวังว่าเงินบาทอาจจะมีแนวโน้มอ่อนค่าและเมื่อประกอบกับการส่งออกที่อาจชะลอตัวแรงในครึ่งปีหลังจะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทแต่ประเมินกลุ่มส่งออกและท่องเที่ยวจะได้ผลบวก โดยคาด AOT CENTEL MINT ERW และ TU จะได้รับอานิสงส์

