
Liberator มอง SET เข้าช่วงสร้างความเชื่อมั่น ลุ้นฟื้นตัวกรอบ 1,200-1,230 จุด
บล.ลิเบอเรเตอร์ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้ 3 มี.ค. 68 ลุ้นฟื้นตัว ในกรอบ 1,200-1,230 จุด จากตัวเลขเงินเฟ้อ US PCE ชะลอตามคาด หนุนโอกาสที่ FED ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ผสานกับ SET Valuation อยู่ในระดับที่ไม่แพง เพิ่มโอกาสน่าสะสม
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) ประเมินภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้ 3 มี.ค. 68 ว่า เมื่อวันศุกร์ 28 ก.พ. 68 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อ US PCE เดือน ม.ค. ขยายตัว 2.5% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ลดลงเล็กน้อย จาก เดือน ธ.ค. ที่ บวก 2.6% ซึ่งเป็นไปตามคาด เช่นเดียวกับ US Core PCE ที่ บวก 2.6% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ลดลงจาก +2.9% ในเดือน ธ.ค.
โดยจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ลดลงตามคาด สะท้อนถึงโอกาสที่ FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงถัดไป ประเด็นนี้ เพิ่มแรงเก็งกำไรในตลาดหุ้นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี คืนนี้แนะติดตามการรายงานดัชนี ISM ภาคการผลิต เดือน ก.พ. คาดลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 50.8 จาก 50.9 จุด ในเดือน ม.ค. ซึ่งก็ถือว่ามีผลต่อการกำหนดนโยบายทางการเงินในช่วงถัดไป
ขณะที่ SET วันศุกร์ที่ผ่านมา สามารถปิดเหนือบริเวณแนวจิตวิทยา 1,200 จุดได้ เริ่บเป็นโมเมนตัมที่ดี คาดหนุนการรีบาวน์ในระยะสั้นได้ต่อเนื่อง ท่ามกลาง Valuation ของ SET ที่เทรด PE เพียง 12.7 เท่า เพิ่มความคาดหวังเชิงบวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อาจเห็นมาตรการต่างๆ จากภาครัฐฯที่พยายามออกมาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นเพิ่มเติม
ส่วนภาพรายเดือนนั้น ประเมินว่าในเดือนมีนาคมนี้ SET ผันผวนสร้างฐานในกรอบ 1,150-1,250 โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม อาทิ นโยบายทรัมป์ การเมืองในประเทศ การประชุมธนาคารกลางต่างๆ อย่างไรก็คาด Valuation ที่น่าดึงดูดคาดเป็นโอกาสสะสมหุ้นพื้นฐานดี กำไรเด่น โดยเดือนนี้ แนะนำ BH, CPALL, JMT และ TLI
ปัจจัยที่ต้องจับตา
03 มี.ค.68
- PMI ภาคการผลิตของไทย & สหรัฐฯ & ยูโรโซน
- Caixin PMI จีนภาคการผลิต
- ISM ภาคการผลิตของสหรัฐฯ
- CPI ยูโรโซน
05 มี.ค.68
- CPI ของไทย
- การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ
- ดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ
- ดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐฯ & ยูโรโซน
- คำสั่งซื้อภาคโรงงานสหรัฐฯ
- ยอดซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ
- PPI ของยูโรโซน
- Caixin PMI จีนภาคบริการ
- สต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์สหรัฐฯ
หุ้นเด่นแนะนำ
JMT (ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 20.50 บาท)
- คาดกำไรปีนี้เติบโต 16% สู่ระดับ 1,873 ล้านบาท แรงหนุนจากยอดการเก็บหนี้ที่มีแนวโน้มดีต่อเนื่อง ผสานกับการตั้งสำรอง (ECL) จะค่อยๆลดลง
- ขณะที่ Valuation ปัจจุบันลงมาซื้อขายเพียงระดับ PE 9.3 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพง ผสานกับอัตราการจ่ายปันผลที่ระดับ 5% คาดเป็นโอกาสในการทยอยสะสม







