thansettakij
thansettakij
TTB อวดกำไรปี 67 โต 13% แตะที่ระดับ 2.1 หมื่นล้าน NIM บวก 3.26%

TTB อวดกำไรปี 67 โต 13% แตะที่ระดับ 2.1 หมื่นล้าน NIM บวก 3.26%

20 ม.ค. 68 | 06:45 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ม.ค. 68 | 06:46 น.

TTB เปิดผลงานปี 67 กำไรสุทธิทะยาน 2.1 หมื่นล้าน โต 13% จากปีก่อน ขณะที่ NIM บวกเล็กน้อย 3.6% ผลควบคุมต้นทุนทางการเงินดี บริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ และคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ แม้ด้านรายได้จะยังเผชิญกับแรงกดดัน

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/67 และปี 67 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวแบบ K-Shaped และการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง กลุ่มธนาคารจึงยังคงเน้นความระมัดระวังในการดำเนินงานและการเติบโตทางธุรกิจ อย่างไรก็ดี ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) สามารถรับมือกับความท้าทายได้เป็นอย่างดีตลอดปี 67 และมีผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 67 ทีทีบีรายงานกำไรสุทธิที่ 21,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 9.0% ธนาคารยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของผลประกอบการและสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วย

  • ด้านรายได้ : ธนาคารยังคงยึดหลักการเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพและการบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาอัตรากำไรท่ามกลางการเติบโตที่ยังชะลอตัวและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล และ Ecosystem ต่างๆ เพื่อกระตุ้นรายได้ค่าธรรมเนียมที่ไม่เกี่ยวกับ ให้สินเชื่อ
  • ด้านประสิทธิภาพ : ยังคงเน้นย้ำการมีวินัยด้านค่าใช้จ่าย ผ่านการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารจัดการสาขา
  • ด้านคุณภาพสินทรัพย์ : เสริมความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในเชิงรุกและปรับลดระดับความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
  • ด้านการบริหารส่วนทุน : บริหารการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งของระดับเงินกองทุน

TTB ยังคงมุ่งมั่นต่อเป้าหมายระยะยาวที่ได้วางไว้ รวมไปถึงเป้าหมายระยะกลางที่ต้องการเพิ่ม ROE สู่ระดับ 10% ทั้งนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินและการดำเนินการตามแผนงานอย่างเคร่งครัด ธนาคารจึงมีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตและส่งผ่านผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน

ดำเนินการปรับพอร์ตสินเชื่อไปยังสินเชื่อรายย่อยกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงได้ตามเป้าหมาย ธนาคารยังคงเน้นย้ำการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ดังนั้น จึงยังคงเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังเพื่อรักษาคุณภาพของพอร์ต ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน โดยหมุนเวียนสภาพคล่องจากสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปเติบโต ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทน

ท่ามกลางการเติบโตสินเชื่อที่ยังชะลอตัว สินเชื่อรายย่อยกลุ่มเป้าหมายยังคงขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อรถแลกเงิน (Cash Your Car) เพิ่มขึ้น 6% นับตั้งแต่ต้นปี 67 จนถึงสิ้นปี (YTD) สินเชื่อบ้านแลกเงิน (Cash Your Home) เติบโต 12% YTD สินเชื่อส่วนบุคคล เติบโต 10% VID และสินเชื่อบัตรเครดิตเติบโต 7% YTD ช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อ

ปรับโครงสร้างและระยะเวลาของเงินฝากในเชิงรุก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ทีทีบีได้ดำเนินการปรับโครงสร้างเงินฝากล่วงหน้าเพื่อบริหารจัดการ ต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อรักษาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย ทั้งนี้ จากก่อนหน้าที่ธนาคารใช้เงินฝากประจำระยะยาวเป็นเงินฝากเชิงกลยุทธ์ในการเพิ่มฐานเงินฝาก ในช่วงของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

ธนาคารได้เริ่มปรับมานำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำระยะสั้นลงเพื่อให้สอดคล้องกับวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ควบคู่ไปกับการขยายฐานเงินฝากต้นทุน ต่ำ เช่น ttb all free และเงินฝากกลุ่ม CASA จึงส่งผลให้เงินฝากประจำขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยอยู่ที่ร้อยละ 3 ด้านเงินฝาก CASA ขยายตัวที่ 1% จากปีก่อนหน้า โดย ณ สิ้นเดือนธ.ค.ปี 67 การลดลงของเงินฝากเป็นไปตามแผนการบริหารสภาพคล่องให้สอดคล้องกับการเติบโตของฝั่งสินเชื่อ

กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น หนุนโดยการควบคุมต้นทุนทางการเงินที่ดี การบริหารต้นทุนในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดต้นทุนด้านความเสี่ยงซึ่งเป็นผลจาก คุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในเกณฑ์ควบคุม แม้ด้านรายได้จะยังเผชิญกับแรงกดดัน

  • ส่วนต่างรายได้ตอกเบี้ย (NIM) ในปี 67 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.26% จาก 3.24% ในปี 66 เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ การปรับสัดส่วนสินเชื่อไปยังสินเชื่อกลุ่มเป้าหมายที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้น และแผนการบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ยังคงลดลง 4.9% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (C/I) ปรับตัวลงอยู่ที่ 43% ในปี 67 จาก 44% ในปี 66 สะท้อนผลจากการปรับโมเดลธุรกิจสู่ Digital First การมีวินัยด้านค่าใช่จ่าย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  • คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ควบคุม สะท้อนได้จากอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) ที่ 2.59% และค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ที่ลดลง 10.6% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน มาอยู่ที่ 19,852 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ 154 bps ทั้งนี้ ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการ บริหารจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบ ธนาคารยังคงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงผ่านการตั้ง Management Overlay มาตั้งแต่ไตรมาส 4/66 ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (coverage ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 151%

หลังหักค่าใช้จ่ายสำรองฯ และผลประโยชน์ทางภาษี TTB มีกำไรสุทธิ 21,031 ล้านบาท ในรอบ 12 เดือน ปี 67 เพิ่มขึ้น 13% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 9.0% ปรับตัวดีขึ้นจาก 8.2% ในปี 66

ณ สิ้นเดือนธ.ค. 67 ธนาคารมีผลประโยชน์ทางภาษีคงเหลือเป็นจำนวน 10.6 พันล้านบาท ซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงปี 71 ทั้งนี้ การใช้ผลประโยชน์ทางภาษีจะทยอยรับรู้ตาม การประมาณการรายได้ในอนาคต ไม่ได้ใช้วิธีรับรู้เท่ากันทุกปี (Straight-line basis)

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในปี 2567 ยังคงลดลง 4.9% ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (C/I)ปรับตัวลงอยู่ที่ 43% จาก 44% ในปี 2566 สะท้อนผลจากการปรับโมเดลธุรกิจสู่  DigitalFirst การมีวินัยด้านค่าใช่จ่าย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ควบคุม สะท้อนได้จากอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLratio) ที่ 2.59% และค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ที่ลดลง 10.6% YoY มาอยู่ที่ 19,852 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ 154 bps

ทั้งนี้ ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบ ธนาคารยังคงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงผ่านการตั้ง Management Overlay มาตั้งแต่ไตรมาส 4/66 ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (coverage ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 151%

ผลงานไตรมาส 4/67

  • รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 13,809 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากไตรมาสก่อนที่ 14,062 ล้านบาท และหดตัว 7.6% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 14,948 ล้านบาท
  • ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 3.25% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 3.26%
  • รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ อยู่ที่ 2,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% จากไตรมาสก่อนที่ 2,242 ล้านบาท แต่ลดลง 6.5% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 2,638 ล้านบาท
  • รวมรายได้จากการดำเนินงาน อยู่ที่ 17,133 ล้านบาท ลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนที่ 17,225 ล้านบาท และหดตัว 6.5% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 18,332 ล้านบาท
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อยู่ที่ 4,690 ล้านบาท ลดลง 1.6% จากไตรมาสก่อน 4,764 ล้านบาท และหดตัว 49.7% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 9,326 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ อยู่ที่ 5,112 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากไตรมาสก่อนที่ 5,230 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 5.0% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน 4,866 ล้านบาท

ผลงานทั้งปี 67

  • รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 56,452 ล้านบาท ลดลง 1.3% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 57,207 ล้านบาท
  • ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย อยู่ที่ 3.26% เพิ่มขึ้นจากเมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 3.24%
  • รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ อยู่ที่ 9,373 ล้านบาท ลดลง 9.5% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 10,362 ล้านบาท
  • รวมรายได้จากการดำเนินงาน อยู่ที่ 69,399 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน 70,975 ล้านบาท
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อยู่ที่ 19,852 ล้านบาท ลดลง 10.6% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน 22,199 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ อยู่ที่ 21,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 18,622 ล้านบาท

มองเศรษฐกิจไตรมาส 1/68

แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 1/68 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า จากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นหลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก รวมถึงผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี เช่นเดียวกับการลงทุนรวมที่มีแนวโน้มขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลของฐานต่ำในปีก่อน

ทั้งนี้ TTB Analytics ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 68 จะขยายตัว 2.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้เคียงกรอบล่วงของเป้าหมาย

ด้านภาคการท่องเที่ยว ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยทั้งปี 68 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 37.8 ล้านคน สำหรับภาคการส่งออกสินค้าของไทย ประเมินว่ามูลค่าส่งออกสินค้าทั้งปี 68 จะขยายตัวที่ 2.2% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ท่ามกลางความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

สำหรับด้านตลาดเงินไทย ประเมินว่า กนง. จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบานลงอย่างน้อย 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.00% ณ สิ้นปี จากแรงส่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะแผ่วลง รวมถึงเพื่อรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่ปรับสูงขึ้น ด้านค่าเงินบาทในไตรมาส 1/68 คาดว่าอยู่ในช่วง 34.50-35.50 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส