
Liberator ชี้ ตลาดหุ้นไทยวันนี้ Sideways กรอบ 1,450-1,470 จุด
บล.ลิเบอเรเตอร์ SET วันนี้ 25 ต.ค.67 Sideways ในกรอบ 1,450-1,470 จุด ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ผสานกำไรกลุ่ม MAG7 ยังเด่น กระตุ้นจิตวิทยาบวก กลยุทธ์เน้นย่อตั้งรับ ไม่ไล่ราคา เน้นหุ้นแนวโน้มกำไรดี และมีปัจจัยหนุน วันนี้ แนะนำ BCH
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ 25 ต.ค.67 คาด SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1,450-1,470 จุด โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา สหรัฐฯ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง นำโดย
- ยอดขายบ้านใหม่ เดือน ก.ย. ขยายตัว 4.1% จากเดือนก่อน สู่ระดับ 7.38 แสนยูนิต ดีกว่าคาดที่ 7.2 แสนยูนิต
- ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ที่ 2.27 แสนราย น้อยกว่าคาดที่ 2.42 แสนราย
- PMI ภาคการผลิต ต.ค. เพิ่มสู่ 47.8 จาก 47.3 และดีกว่าคาดที่ 47.5 จุด
- PMI ภาคบริการ เพิ่มสู่ 55.3 จาก 55.2 ดีกว่าคาดที่ 55.0 จุด ส่วนคืนนี้ติดตาม คำสั่งซื้อสินค้าคงทน US และดัชนีความเชื่อมั่นจาก ม.มิชิแกน
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯยังได้แรงหนุนจาก Tesla ที่ปรับขึ้นเด่นกว่า 22% ขานรับรายงานกำไรที่แข็งแกร่ง และประเมินการเติบโตของยอดขายรถปีหน้าที่ระดับ 30% ช่วยหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 (MAG7) เดินหน้าทำจุดสูงสุดรอบ 3 เดือน กระตุ้นโมเมนตัมบวกมากยิ่งขึ้น หนุน S&P500 และ Nasdaq วานนี้ (24 ต.ค.67) ปิดแดนบวก
ตลาดหุ้นเอเชีย วันนี้แนะติดตามการรายงานดัชนีเงินเฟ้อ CPI เดือน ต.ค. ของญี่ปุ่น คาดที่ เติบโต 1.8% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ชะลอตัวจากเดือน ก.ย. ที่ ปรับเพิ่มขึ้น 2.1% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยล่าสุดด้าน BOJ ส่งสัญญาณว่าในการประชุม BOJ สัปดาห์หน้า (31 ต.ค.) จะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินเยนในระยะสั้นมีแนวโน้มอ่อนค่า
ส่วน SET ยังอยู่ในช่วงการสร้างฐาน (แนวรับสำคัญ 1450) เน้นย่อตั้งรับ ไม่ไล่ราคา แนะกลุ่มที่แนวโน้มกำไรดี และเกาะติดรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ
ปัจจัยที่ต้องจับตา
25 ต.ค. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน สหรัฐ,
ดัชนีความเชื่อมั่นจาก ม.มิชิแกน
เงินเฟ้อญี่ปุ่น
หุ้นแนะนำ
- BCH ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 23.90 บาท ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาคาดตอบรับปัจจัยความกังวลต่างๆ ไปมากแล้ว ขณะที่ในช่วงถัดไปคาดปลดล็อกในเชิงบวก จากทั้งประเด็นคูเวต ที่เชื่อว่ามีโอกาสจะได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 โรงพยาบาลที่คูเวตจะส่งผู้ป่วยมารักษา เนื่องจากมีความโดดเด่นด้านรักษาโรคเบาหวาน ผสานกับประเด็นประกันสังคม ที่ล่าสุดมีการตั้งอนุกรรมการฯ (เฉพาะกิจ) เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ โดยประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 29 ต.ค. นี้
- SGC ราคาเป้าหมาย 1.96 บาท คาดกำไรครึ่งหลังปี 67 จะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเติบโตของโครงการ SG Finance+ ซึ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อมือถือที่สามารถล็อกได้หากผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้ NPL Ratio อยู่ในระดับต่ำ ผสานกับการปลดล็อกการเพิ่มทุน จะหนุนให้ SGC ผ่อนคลายดอกเบี้ยจ่าย และมีเม็ดเงินเพิ่มเติมในการปล่อยสินเชื่อ หนุนปี 68 กำไรจะเติบโตแบบก้าวกระโดด
- BH คาดกำไรไตรมาส 3/67 ยังคงเติบโตโดดเด่น จากการเข้าสู่ช่วง High Season โดยคาดผู้ป่วยจากตะวันออกกลางยังปรับตัวขึ้นดี ขณะที่ประเด็นของคูเวต คาด BH มีโอกาสถูกเลือกเป็น 1 ใน 3 โรงพยาบาลในไทยที่รัฐบาลคูเวตสนับสนุน ขณะที่ภาพระยะกลาง คาดได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ในภูเก็ตในช่วงปี 69
- AOT คาดกำไรในช่วง ก.ค.-ก.ย. 67 จะขยายตัวได้ จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ตามรายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ในฝั่งรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบินอาจลดลงเล็กน้อย จากการยกเลิกร้าน Duty Free ขาเข้าตั้งแต่ ส.ค. 67 ในระยะสั้นคาดมีปัจจัยบวกจาก Golden week หนุนนักท่องเที่ยวจีนสูงขึ้น และการเดินหน้าต่อในช่วงปลายปีคาดนักท่องเที่ยวจะเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาล ขณะที่ Upside อาจมาจากมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐฯ
- CPALL คาดแนวโน้มไตรมาส 3/67 เติบโตจากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน ตามฤดูกาล โดย SSSG ของ CPALL ในช่วงไตรมาส 3/67 คาดยังคงเติบโต 2.5% แข็งแกร่งกว่ากลุ่มค้าปลีก โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคที่ขยายตัว ผสานกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งต่อไปยังแนวโน้มไตรมาส 4/67 ที่จะกลับมาเร่งขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อน และจากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน
- ITC คาดกำไรไตรมาส 3/67 ที่ 1,019 ล้านบาท ขยายตัว 58% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน และเติบโต 1% จากไตรมาสก่อน ยังขยายตัวจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง แม้ว่าค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 3/67 จะอ่อนแอกว่าคาดก็ตาม (แต่มีการล็อกค่าเงินบาทไว้แล้ว) ภาพรวมการดำเนินงานยังขยายตัวได้ต่อเนื่องตามการขยายตลาดใหม่ๆ และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้







