
TNITY อวดครึ่งแรกปี 67 พลิกทำกำไร 16.5 ล้าน โต 106.3% จากฐานปีก่อนที่ขาดทุน
"วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" หัวเรือใหญ่ TNITY อวดผลงานครึ่งแรกปี 67 พลิกทำกำไร 16.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.3% จากปีก่อนที่ขาดทุน ขณะที่รายได้โต 70% แตะ 295 ล้านบาท ชี้สภาพตลาดและปริมาณการซื้อขายกดดันธุรกิจหลักทรัพย์ หดตัว 13.4%
ดร. วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานของบริษัทพลิกกลับมาเป็นกำไร โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2567 นี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 16.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.29% จากเทียบกับครึ่งแรกปี 2566 ที่ขาดทุนจำนวน 262.37 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้รวม และกำไรเงินลงทุนปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2567 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 0.63 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 239.18 ล้านบาท
ทั้งนี้ รายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อยในช่วงครึ่งแรกปี 2567 ทำได้ที่ 294.89 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 69.07% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2566 ที่มีรายได้รวมจำนวน 174.42 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญ คือ
- รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการในช่วงครึ่งปีแรก 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 41.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 37.99% จากช่วงครึ่งปีแรก 2566 บริษัทมีรายได้จาก 30.06 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายหุ้นสามัญที่เสนอขายให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และดีลที่ปรึกษาในการรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
- ช่วงครึ่งปีแรก 2567 บริษัทมีกำไร และผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 25.86 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 2566 บริษัทมีผลขาดทุน และผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 116.65 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดที่รุนแรงในช่วงหกเดือนปี 2566 โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงจากสิ้นเดือนธันวาคม 2565 ที่ 1,668.66 จุด เป็น 1,503.10 จุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์นั้น ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพตลาดและปริมาณการซื้อขายที่หดตัวโดยครึ่งแรกปี 2567 รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์จำนวน 175.19 ล้านบาท ลดลงในอัตรา 13.38% จากงวดครึ่งแรกปี 2566 ที่มีรายได้ 202.25 ล้านบาท
“รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ประกอบด้วยรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ลดลงจาก 70.58 ล้านบาทในงวดครึ่งแรกปี 2566 เป็น 51.06 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปี 2567 หรือลดลง 27.66% เป็นผลจากการลดลงของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่ลดลงจาก 58,658 ล้านบาทต่อวันในช่วงหกเดือนแรกปี 2566 เป็น 45,201 ล้านบาทต่อวันในงวดเดียวกันปี 2567 หรือลดลง 22.94% ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น”
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ลดลงจาก 94.62 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกปี 2566 เป็น 74.39 ล้านบาทในงวดเดียวกันปี 2567 เป็นผลจากมูลค่าเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงระหว่างงวด จากความระมัดระวังในการให้สินเชื่อของบริษัท
ในด้านของเงินกองทุน (NCR) นั้น ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยซึ่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัทและบริษัทย่อยมีอัตราเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิที่ 77.73% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานก.ล.ต. กำหนด







