
“กิติพงศ์” วางโรดแมพความยั่งยืนธุรกิจครอบครัวไทย เร่งดึงเข้าตลาดทุน
“กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ธุรกิจครอบครัวในไทยมีศักยภาพ เร่งดันเข้าตลาดหุ้น หวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมปูทางสู่ความยั่งยืนในอนาคต ชี้กว่า 50% ของมาร์เก็ตแคปเป็นธุรกิจครอบครัว
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพธุรกิจครอบครัวในไทยต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดงาน “The 2nd SET Annual Conference on Family Business: Family Business in the Globalized Asia”
ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาในครั้งนี้กว่า 280 ราย โดยที่มากกว่า 70% เป็นเจ้าของเอง ส่วนที่เหลืออีกราว 30% เป็นระดับผู้บริหารจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ และที่ปรึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติ ถือว่าการจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจำนวนมาก เทียบกับปี 2566 ที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 264 ราย
“มองว่าธุรกิจไทยมีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากได้รับการเทรนที่ดี ธุรกิจครอบครัวที่มีอนาคตก็มีอยู่มาก แต่ในแต่ละปีล้มหายตายจากไปก็ไม่น้อยเพราะไม่มีการวางแผนโครงสร้างที่ดี ตั้งแต่เรื่องการเลือกผู้นำเรื่องกฎหมาย การเสียภาษี การทำบัญชี อีกทั้งในต่างจังหวัดผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงข้อมูล ตลาดฯ เราต้องการเป็นตัวกลาง เป็นจุดผสานต่างๆ เพราะเรามองเห็นถึงต้นตอของปัญหา ช่วยแก้ไขและปรับให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่เป็นของครอบครัวเหล่านี้สามารถยืนได้อย่างมั่นคง และที่สำคัญคือต้องยั่งยืนด้วย”
ข้อมูลจากการเก็บสถิติพบว่า ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย (รวมโชห่วย) มีอยู่กว่า 1.7 ล้านราย โดยที่เป็นบริษัทที่มีการจัดตั้งอย่างถูกต้องรวมๆ จะเหลืออยู่ที่ 3 แสนราย ทั้งนี้ จากกระแสการลงทุนในปัจจุบันที่ต่างชาติหันมาให้ความสนใจในแถบเอเชียเพิ่มมากขึ้น จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยได้แสดงศักยภาพ ขยายตลาด สร้างการเติกโตได้มากขึ้น
ดังนั้นแล้วทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจครอบครัวให้ได้มากที่สุด โดยวิธีการทำงานแบ่งเป็น 3 เฟส ในแต่ละเฟสจะใช้ระยะเวลาในการปูพื้นฐานประมาณ 3 ปี เพื่อนำไปสู่เฟสต่อไป
โดยเฟสแรกจะเป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจ หาผู้ร่วมทีม ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการพอมีความรู้ เชื่อว่าจะมีธุรกิจอย่างน้อย 100 ราย เตรียมพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ในปี 2567 นี้การเข้าระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนใหม่ๆ อาจล่าช้า เพราะต้องยอมรับว่าปีนี้ตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยดีนัก แต่เชื่อว่าในอีก 3-5 ปี จะมีธุรกิจครอบครัวเข้ามามากขึ้น
จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ พบ 2 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนตลาดทุนไทยเป็นธุรกิจครอบครัว คิดเป็น 50% ของมูลค่าตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หรือ 8 ล้านล้านบาท จากมูลค่าตามราคาตลาดรวมทั้งหมด 16 ล้านล้านบาท (มิ.ย.67) โดยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 59 บริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ 76% เป็นธุรกิจที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัวและมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 575 บริษัท มีสัดส่วนถึง 67% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยทั้งหมด 852 บริษัท ขณะที่บริษัทจดทะเบียนเหล่านี้มีการจ้างพนักงานรวมสูง 1.3 ล้านอัตรา หรือคิดเป็น 74% ของการจ้างงานรวมของทุกบริษัทจดทะเบียน
บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวให้ความสำคัญกับการเติบโตยั่งยืน โดยพบบริษัทผ่านการคัดเลือกและอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings จำนวน 119 บริษัท จากรายชื่อทั้งหมด 191 บริษัท ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่ผู้บริหารมีการทุจริตนั้น ถ้าคนจะทุจริต ก็ไม่มีทางป้องกันได้ แต่ถ้าพบแล้วก็ถอดออกจาก SET ESG Ratings ได้
“มองว่าถ้าเป็นธุรกิจครอบครัวผู้บริหารไม่ควรทุจริตเพราะเป็นเงินของครอบครัวตัวเอง แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ไม่เป็นครอบครัว บริหารไม่ดีก็เสียหาย ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้ามีบริษัทธุรกิจครอบครัวดี มีความโปร่งใส ลดความเลื่อมล้ำ บริษัทเหล่านี้ก็ยั่งยืนได้”
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทยเนื่องจากธุรกิจครอบครัวนับเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจ โดยมีแผนกลยุทธ์สำคัญที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และระบบงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ สร้างความเป็นมืออาชีพในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน
ขณะเดียวกันการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีช่องทางการระดมทุนในรูปแบบใหม่อย่างตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) เป็นอีกหนึ่งกลไกให้ธุรกิจครอบครัวขยายโอกาสสู่การเติบโตผ่านตลาดทุนได้เช่นกัน







