thansettakij
thansettakij
"ศรพล" ชูมาตรการ Uptick สกัด Short Sell รายวันหดเหลือ 1.5 พันล้าน

"ศรพล" ชูมาตรการ Uptick สกัด Short Sell รายวันหดเหลือ 1.5 พันล้าน

09 ก.ค. 67 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 67 | 10:26 น.

SET ชูมาตรการ Uptick Rules ยาแรง สกัด Short Sell เฉลี่ยรายวันหดลงเหลือ 1.5 พันล้าน คิดเป็นสัดส่วน 4.47% เทียบกับมูลค่าการซื้อขายรวม จากเดิมที่ 11.4% พร้อมประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังปี 67

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 67 ที่มีการประกาศใช้ Uptick Rules แม้ว่าจะเพิ่งผ่านมาเพียง 6 วัน แม้จะยังไม่สามารถประเมินผลที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน เนื่องจากมองว่าต้องใช้ระยะเวลา แต่เบื้องต้นพบว่าปริมาณการทำ Short Sell เฉลี่ยรายวันปรับตัวลดลง และช่วยลดความผันผวนของ SET Index ได้ โดยช่วงครึ่งแรกปี 2567 มูลค่าการทำ Short Sell อยู่ที่ระดับ 11.4% เทียบกับมูลค่าการซื้อขายรวม และมีมูลค่าการ Short Sell  เฉลี่ยรายวันอยู่ที่ราว 5,200 ล้านบาท

ในขณะที่ 6 วันทำการหลังจากประกาศใช้มาตรการ Uptick Rules มูลค่าการทำ Short Sell ลดลงมาอยู่ที่ระดับราว 4.47% เทียบกับมูลค่าการซื้อขายรวม และมีมูลค่าการ Short Sell เฉลี่ยรายวันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ด้วยมาตรการดังกล่าวเพิ่งถูกนำมาเริ่มต้นใช้ทำให้ต้องติดตามประสิทธิภาพและผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป ในส่วนการปรับเกณฑ์กองทุน ThaiESG ให้มีระยะเวลาถือครองลดลงไปใกล้เคียงกองทุน LTF ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีเม็ดเงินลงทุนผ่านผู้ลงทุนสถาบันในประเทศจะช่วยให้ SET Index ปรับตัวดีขึ้นได้ในอนาคต

ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งหลังปี 2567 เริ่มเห็นสัญญาณเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในประเทศกำลังพัฒนาแสดงถึงเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว อีกทั้งเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้ธนาคารกลางสำคัญในหลายประเทศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหลังจากดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมากว่า 3 ปี ทั้งนี้ ผู้ลงทุนยังคงรอธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

โดยหากพิจารณาข้อมูลในอดีตพบว่าหาก FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในประเทศ Emerging Market สำหรับเศรษฐกิจมหภาคของไทยส่งสัญญาณการฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยวที่เติบโตดีกว่าคาด รวมถึงเริ่มเห็นสัญญาณการนำเข้าสินค้าเพื่อนำไปผลิตต่อในภาคเอกชน ตลอดจนการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคและการลงทุนของภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการทำงบประมาณมีความล่าช้าในช่วงก่อนหน้า ตัวชี้วัดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังปี 2567

ซึ่งหากพิจารณาอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B ratio) ที่เปรียบเทียบราคาหุ้นของบริษัทกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น โดยหุ้นไทยมี P/B ratio ต่ำกว่าหนึ่งถึง 51.5% แสดงถึงตลาดกำลังประเมินมูลค่าบริษัทต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท ขณะที่การประกาศใช้ Uptick Rules ที่เริ่มในเดือนกรกฎาคม 2567 จะส่งผลทำให้มูลค่าการ Short Sell เฉลี่ยรายวันปรับลดลงและช่วยลดความผันผวนของ SET Index อีกทั้งการปรับเกณฑ์กองทุน ThaiESG ให้มีระยะเวลาถือครองลดลงไปใกล้เคียงกองทุน LTF ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีเม็ดเงินลงทุนผ่านผู้ลงทุนสถาบันในประเทศจะช่วยให้ SET Index ปรับตัวดีขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2567 SET Index ปิดที่ 1,300.96 จุด ปรับลดลง 3.3% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 โดยผู้ลงทุนยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและประเมินผลกระทบจากมาตรการเรียกความเชื่อมั่นในตลาดทุนที่เพิ่งประกาศไปในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2567 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น

นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2567 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. ชูวิทย์ฟาร์ม (2019) (CFARM) และ บมจ. มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ขณะที่ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ระดับ 14.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.4 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 15.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.2 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 3.62% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.16%

สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.67) มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ระดับ 45,238 ล้านบาท ลดลง 22.9% จากเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิรวม 115,983 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 อย่างไรก็ตาม ในครึ่งแรกปี 2567 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET จำนวน 6 หลักทรัพย์ และใน mai จำนวน 11 หลักทรัพย์ คิดเป็นมีมูลค่าระดมทุนรวม 15,643 ล้านบาท

ในด้านภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในเดือนมิถุนายน 2567 นั้น ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 545,083 สัญญา เพิ่มขึ้น 38.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 448,045 สัญญา ลดลง 19.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures