thansettakij
thansettakij
โบรก มองบวกฟื้น "กองทุนรวมวายุภักษ์" ดีต่อตลาดหุ้นไทย-ระดมทุนเข้าคลัง

โบรก มองบวกฟื้น "กองทุนรวมวายุภักษ์" ดีต่อตลาดหุ้นไทย-ระดมทุนเข้าคลัง

26 มิ.ย. 67 | 06:59 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 67 | 07:21 น.

โบรกมองบวกภาครัฐฟื้น "กองทุนรวมวายุภักษ์" เชื่อกองทุนเลือกหน้าหุ้นขนาดใหญ่ หนุนเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าช่วยพยุงตลาดหุ้นไทย และระดมทุนเป็นสำรองให้คลังหมุนเวียนรับนโยบายลงทุนภาครัฐ ทั้งนี้ ยังมีความไม่แน่นอนต้องจับตาลุ้นรายละเอียดต่อไป

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากแนวความคิดของ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะมีการพิจารณาตั้ง “กองทุนวายุภักษ์” ขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวมองว่าหากสามารถถ้านำกลับมาเปิดให้ผู้ลงทุนทั่วไปเข้ามาซื้อได้อีกครั้ง ก็น่าจะสร้างเม็ดเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นผลบวกกับตลาด

ทั้งนี้ อาจยังต้องติดตามรายละเอียดและแนวทางการลงทุนของกองทุนวายุภักษ์ ว่าจะมีการบริหารกองทุนอย่างไร เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการเปิดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนโดยจะได้ผลตอบแทนเป็นส่วนต่างราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลง (กรณีที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น) หรืออาจได้รับเป็นผลปันผล เพียงแต่ไม่ได้มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหุ้นนั้นๆ เปรียบให้เห็นภาพก็จะคล้ายๆ กับการที่บริษัทจดทะเบียนนำเอาสินทรัพย์ไปขายให้กอง REIT ถึงครบกำหนดก็เอากลับคืนมา

โดยเงินที่ได้มาจากการระดมทุนครั้งนี้บางส่วนคาดว่าจะเข้ามาช่วยตลาดหุ้นไทยได้บ้างแต่มองว่าอาจไม่มาก เชื่อว่าเงินส่วนใหญ่จะเข้าไปที่กระทรวงการคลังเพื่อใช้เป็นทุนสำรองสำหรับสนับสนุนนโยบายในการลงทุนของรัฐบาลต่อไป ทำให้เม็ดเงินที่ได้อาจไม่ได้เข้ามาถึงตลาดหุ้นไทยโดยตรงทั้งหมด อย่างไรก็ดี จากนี้คงต้องดูแนวทางและโครงสร้างของกองทุน รวมถึงการบริหารจัดการว่าจะเป็นไปในทิศทางใด อาจยังสรุปอย่างชัดเจนไม่ได้

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล. ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ประเด็นการพิจารณาตั้ง “กองทุนวายุภักษ์” ขึ้นมาใหม่ ในเบื้องต้นมองว่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะจะมีเม็ดเงินใหม่ๆ ใส่เข้ามาช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยได้ เพราะส่วนใหญ่การลงทุนคงเลือกหน้าหุ้นขนาดใหญ่

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยตอนนี้ยังเป็นเพียงแนวทางที่จะนำกลับมา แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนของภาครัฐ เชื่อว่าอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งถึงจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน การดำเนินการอาจไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น และมีโอกาสที่จะมีการปรับเปลี่ยนกติกาในการลงทุนใหม่ทำให้ในตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นการประเมินจึงยังทำได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว " Pipat Luengnaruemitchai" ได้มีการเล่าถึงมุมมองต่อ "กองทุนวายุภักษ์" ว่า หลายคนคงได้ยินการแถลงข่าวเรื่องมาตรการขับเคลื่อนตลาดทุน หนึ่งมาตรการในนั้นคือ การฟื้นกองทุนวายุภักษ์ รัฐบาลอาจจะยังพูดไม่ชัดว่าจะระดมเงินไปทำอะไร จะเอาไปหนุนตลาดหุ้น หรือเอาเงินไปใช้ต่อ แต่กองทุนวายุภักษ์เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่น่าสนใจของตลาดทุนไทย ผมก็เกิดไม่ทันครับ แต่เคยได้ยินมาบ้าง เลยจะมาเล่าให้ฟังครับ

“กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง” เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยปี 2003 ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ที่หุ้นไทยทิ้งดิ่งจาก 1700 ลงไปเหลือ 200 กว่าๆ ช่วงนั้นรัฐต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ เช่น การใส่เงินเพิ่มทุนตามสิทธิการถือหุ้นรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มทุนธนาคารที่รัฐถือหุ้น รวมไปถึงการลงทุนในตราสารทางการเงินของรัฐและรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เลยมีการออกกองทุนระดมทุน และนัยว่าเป็นทางเลือกในการลงทุนให้นักลงทุนรายย่อย

โดยรัฐลงทุนเป็นหุ้น 3 หมื่นล้านบาท และระดมจากประชาชนทั่วไปอีก 7 หมื่นล้านบาทในรูปแบบของหน่วยลงทุน “ประเภท ก.” ที่มีนโยบายคุ้มครองเงินลงทุน โดยจะคืนเงินลงทุน ณ วันสิ้นสุดโครงการเท่ากับ มูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันที่สิ้นสุดอายุโครงการ หรือไม่ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ และระหว่างทางยังมีผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สัญญาว่าจะไม่ต่ำกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำ (เท่ากับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น สมัยนั้นรับประกันไว้ที่ 3%) และไม่เกินเพดานขั้นสูง

ดูคร่าวๆ ก็เหมือนว่ากองทุนกู้เงินจากประชาชนมาลงทุนก่อน และใช้โครงสร้าง waterfall ของกองทุนเป็นตัวจัดการผลตอบแทนระหว่างทาง และใช้มูลค่าเงินลงทุนเป็นตัวหนุนหลังการคุ้มครองเงินลงทุน ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นโครงสร้างการลงทุนที่ตอบโจทย์สมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะตอนออกกองทุนดัชนีหุ้นไทยอยู่แถวๆ 500-600 จุด แต่พอครบ 10 ปี ดัชนีตลาดหุ้นไทยไปอยู่แถวๆ 1500-1600 จุด และระหว่างทางนักลงทุนได้ผลตอบแทนไปปีละ 3-7% ของเงินลงทุนเริ่มต้น เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนโตขึ้นต่อเนื่อง จนมีเงินมาจ่ายเงินปันผลได้

และกองทุนคืนเงินหน่วยลงทุน “ประเภท ก.” หมดตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ปัจจุบันกองทุนวายุภักษ์ถูกปรับเป็นกองทุนเปิด ที่มีรัฐถือหุ้น 100% ลงทุนในหุ้นและพันธบัตรที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่รัฐวิสาหกิจ และขนาดของกองทุนโตมาถึงสามแสนกว่าล้าน (และไม่นานมานี้ก็มีบทบาทตอนไปซื้อหุ้นการบินไทยที่ทำให้การบินไทยไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ) ด้วยโครงสร้างและมูลค่าสินทรัพย์ กองทุนวายุภักษ์เป็นโครงสร้างที่น่าสนใจในสามารถนำมาใช้ในการระดมทุน ที่พอจะจัดโครงสร้างที่ตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาวได้ และรัฐก็มีเงินไปลงทุนต่อได้

แต่ข้อควรระวังคือ สถานการณ์เราวันนี้อาจจะไม่เหมือนกับอดีต ปัจจุบันอัตราจ่ายเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยเหลือแค่ประมาณ 3.4% (ไม่ใช่ 5-6% เหมือนสมัยนั้น) และโอกาสโตน้อยกว่ายุคนั้นมาก ถ้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่โตขึ้น ผลตอบแทนที่จะเอามาแบ่งกันก็มีน้อยลง และถ้าหุ้นไทยไม่ไปไหนเลยอีกสิบปี (แม้จะมีโอกาสน้อย แต่ก็ต้องนับเป็นความเสี่ยง) การรับประกันเงินต้น และผลตอบแทนก็เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเงินลงทุนของรัฐได้

นอกจากนี้ การระดมทุนในรูปแบบความเสี่ยงคล้ายหุ้นกู้ อาจจะเป็นการดึงสภาพคล่องออกจากตลาดพันธบัตร เพราะมี risk appetite ที่ใกล้เคียงกัน เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ยังไงนี่ก็เหมือนเงินกู้ที่หนุนหลังโดยสินทรัพย์ของรัฐ จะเอาไปใช้ทำอะไรคงต้องคิดถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินกันอย่างถ้วนถี่ครับ