
โบรกมอง PRM กำไรไตรมาส 2/67 โตกว่า 580 ล้านบาท ลุ้นทั้งปีทำนิวไฮต่อเนื่อง
กูรูส่องผลงานไตรมาส 2/67 PRM โดดเด่น จากเรือกองเคมีลำใหม่เดินเต็มทั้งปี และเรือธุรกิจ Offshore ที่เพิ่มขึ้น ดันกำไรปกติแตะระดับ 550-580 ล้านบาท และมีอัพไซด์จากแผนขยายกองเรือเพิ่มระหว่างปี หนุนทั้งปี 67 กำไรโตเหนือ 2.2 พันล้าน
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ทางฝ่ายยังคงแนะนำ “ซื้อ” PRM หรือ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) แต่ปรับราคาราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 9.70 บาท จากเดิม 9.00 บาท เพราะมองเป็นบวกจาก
- ธุรกิจ FSU ปี 2567 ยังคงสดใสโดยความต้องการสูงขึ้น จากการใช้น้ำมันหลายเกรดมากขึ้น และความต้องการในการกักเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปัจจัย geopolitical และ Red Sea crisis
- ไตรมาส 2/2567 จะมีเรือในกลุ่ม PCT ให้บริการเพิ่ม 1 ลำ, ในไตรมาส 3/2567 คาดว่าจะสามารถรับเรือ FSU เพิ่ม 1 ลำ และไตรมาส 4/2567 มีแผนจะซื้อเรือ Aframax เพิ่ม 1 ลำ ทดแทนลำเดิมที่จะเปลี่ยนไปให้บริการ FSO
- ในช่วงระหว่างไตรมาส 2-4/2567 จะไม่มีเรือขนาดใหญ่เข้า dry dock แล้ว หลังจากไตรมาสแกรปีหนี้มี VLCC เข้า dry dock 1 ลำ และเรือขนปิโตรเคมีอีก 2 ลำ
โดยทางฝ่ายปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 ขึ้นจากเดิม 8% เป็น 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากแนวโน้มธุรกิจ FSU ที่ดีขึ้นจากเดิม และการรับเรือใหม่เพิ่มทั้ง PCT ที่จะให้บริการในไตรมาส 2/2567 และ FSU ลำใหม่ที่จะให้บริการในไตรมาส 4/2567
ประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ราว 550-580 ล้านบาท ดีขึ้นทั้งเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากเรือใหม่ (PCT 1 ลำ, crew boat 2 ลำ) และไม่มีเรือใหญ่เข้า dry dock ส่วนไตรมาส 3/2567 จะชะลอตัวเล็กน้อย จากเรือ Aframax หยุดให้บริการ เพื่อนำไปปรับปรุงให้บริการ FSO แทน
และไตรมาส 4/2567 จะกลับมาดีขึ้นจากเรือ FSU ลำใหม่ ทางฝ่ายยังคงแนะนำซื้อจากแนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่แผนลดทุนจดทะเบียน หากลดทั้งหมด 175 ล้านหุ้น จะทำให้ EPS และราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก 7.5%
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เผยในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำซื้อ PRM จาก
- คาด Core profit ในไตรมาส 2/2567 เติบโตทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน
- คาด Core profit จะเติบโตทำ New high ต่อเนื่องในปี 2567 จากเรือกองเคมีลำใหม่เดินเต็มทั้งปีและเรือธุรกิจ Offshore ที่เพิ่มขึ้น
- มีอัพไซด์เพิ่มจากแผนเพิ่มกองเรือเพิ่มเติมระหว่างปี
- ราคาหุ้นต่ำมากโดยราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น PER ปี 2567 แค่ 9 เท่า เท่านั้น
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดกำไรในไตรมาส 2/2567 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากปัจจัย
- ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมี (PCT) คาดเติบโตจากปริมาณการขนส่งน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ที่เพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, มีเรือปิโตรเคมีเพิ่ม 1 ลำโดยซื้อเรือเก่ามาจากญี่ปุ่นทำให้เรือ PCT เพิ่มเป็น 39 ลำเริ่มให้บริการช่วงปลายเดือนพ.ค. อีกทั้งเรือปิโตรเคมีที่เข้าซ่อมบำรุง 2 ลำในไตรมาสแรกปีนี้ได้กลับเข้าให้บริการแล้ว น่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น
- ธุรกิจขนส่งน้ำมันดิบ (COC) เรือ VLCC ที่เข้าอู่แห้งในไตรมาส 1/2567 กลับเข้าให้บริการแล้วทำให้รายได้และกำไรน่าจะมากขึ้น
- ธุรกิจ FSU มีดีมานด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คาดว่า Utilization rate เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น
- ธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิต (OSV) เรือ Crew Boat 2 ลำที่เพิ่มในไตรมาส 1 ลำแรกเริ่มให้บริการในเดือนมี.ค.จะรับรู้เต็มไตรมาส ในขณะที่ลำที่ 2 เริ่มให้บริการวันที่ 1 เม.ย. สำหรับการนำเรือเข้าอู่ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ทำเรือลำใหญ่ๆไปหมดแล้วที่เหลืออีก 15-16 ลำเหลือแต่เรือลำเล็กซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นานทำให้คาดว่าไม่น่ามีผลกับงบมากนัก
สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปี 2567 มีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากบริษัทตั้ง CAPEX ในปีนี้ไว้มากกว่า 2 พันล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลังมีแผน ดังนี้
- ซื้อเรือ FSU เพิ่มอีก 1 ลำ (ตั้งเป้าในช่วงกลางไตรมาส 3/25567) เนื่องจากมองว่าธุรกิจ FSU กลับมาเป็นขาขึ้นแล้วหลังตกต่ำสุดใน ไตรมาส 3/2566 จากความต้องการกักเก็บน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ Renewable Energy เพื่อนำมา blend เป็นน้ำมัน หลากหลายประเภทมากขึ้น ซึ่ง FSU ของบริษัทมีความได้เปรียบเนื่องจากมีความสามารถในการ blend ปรับเกรดน้ำมันตามความต้องการของลูกค้าได้
- ซื้อเรือ Aframax 1 ลำ คาดจะได้เรือลำใหม่ในปลายไตรมาส 4/2567 เพื่อมาทดแทนเรือที่จะหมดสัญญากับลูกค้ารายหนึ่งในเดือนมิ.ย. และจะนำเอาเรือ Aframax ลำดังกล่าวซึ่งมีอายุถึง 19 ปี แล้วไปดัดแปลงเป็น FSO สร้างรายได้ได้อีก 5 ปี (คาดปลายไตรมาส 4/2567) ส่วนแผนระยะยาวบริษัทยังมีแผนที่จะปลดระวางเรือ 6 ลำ ที่มีอายุมากโดยจะสั่งต่อเรือ 6 ลำ โดยจะเริ่มมีการจ่าย Deposit บางส่วนในปีนี้ และจะทยอยรับเรือในปี 2568-2569 ทั้งนี้เงินลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท
ณ สิ้น ไตรมาส 1/2567 บริษัทมีเงินสดในมือ 4.64 พันล้านบาท และมีอัตราส่วน IBD/E ที่ต่ำเพียง 0.36 เท่า เท่านั้น อย่างไรก็ดี แผนทั้งหมดนี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะทำได้ตามแผนที่ตั้งไว้หรือไม่เราจึงยังไม่ได้รวมแผนดังกล่าวในประมาณการของฝ่ายวิจัย
ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรและมูลค่าที่เหมาะสมที่ 8.60 บาท จากราคาหุ้นที่ไม่แพงและแนวโน้มที่ยังสดใสทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำซื้อ สำหรับปัจจัยเสี่ยงนั้น มองว่ายังคงต้องจับตาดูเรื่องของความผันผวนราคาพลังงานที่จะส่งผลต่อดีมานด์การใช้เรือ และต้นทุน ร่วมด้วย







