thansettakij
thansettakij
โบรกมอง PRM กำไรไตรมาส 2/67 โตกว่า 580 ล้านบาท ลุ้นทั้งปีทำนิวไฮต่อเนื่อง

โบรกมอง PRM กำไรไตรมาส 2/67 โตกว่า 580 ล้านบาท ลุ้นทั้งปีทำนิวไฮต่อเนื่อง

02 มิ.ย. 67 | 11:00 น.

กูรูส่องผลงานไตรมาส 2/67 PRM โดดเด่น จากเรือกองเคมีลำใหม่เดินเต็มทั้งปี และเรือธุรกิจ Offshore ที่เพิ่มขึ้น ดันกำไรปกติแตะระดับ 550-580 ล้านบาท และมีอัพไซด์จากแผนขยายกองเรือเพิ่มระหว่างปี หนุนทั้งปี 67 กำไรโตเหนือ 2.2 พันล้าน

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  ระบุว่า ทางฝ่ายยังคงแนะนำ “ซื้อ”  PRM หรือ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) แต่ปรับราคาราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 9.70 บาท จากเดิม 9.00 บาท เพราะมองเป็นบวกจาก

  1. ธุรกิจ FSU ปี 2567 ยังคงสดใสโดยความต้องการสูงขึ้น จากการใช้น้ำมันหลายเกรดมากขึ้น และความต้องการในการกักเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปัจจัย geopolitical และ Red Sea crisis
  2. ไตรมาส 2/2567 จะมีเรือในกลุ่ม PCT ให้บริการเพิ่ม 1 ลำ, ในไตรมาส 3/2567 คาดว่าจะสามารถรับเรือ FSU เพิ่ม 1 ลำ และไตรมาส 4/2567 มีแผนจะซื้อเรือ Aframax เพิ่ม 1 ลำ ทดแทนลำเดิมที่จะเปลี่ยนไปให้บริการ FSO
  3. ในช่วงระหว่างไตรมาส 2-4/2567 จะไม่มีเรือขนาดใหญ่เข้า dry dock แล้ว หลังจากไตรมาสแกรปีหนี้มี VLCC เข้า dry dock 1 ลำ และเรือขนปิโตรเคมีอีก 2 ลำ

โดยทางฝ่ายปรับประมาณการกำไรปกติปี 2567 ขึ้นจากเดิม 8% เป็น 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากแนวโน้มธุรกิจ FSU ที่ดีขึ้นจากเดิม และการรับเรือใหม่เพิ่มทั้ง PCT ที่จะให้บริการในไตรมาส 2/2567 และ FSU ลำใหม่ที่จะให้บริการในไตรมาส 4/2567

ประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ราว 550-580 ล้านบาท ดีขึ้นทั้งเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากเรือใหม่ (PCT 1 ลำ, crew boat 2 ลำ) และไม่มีเรือใหญ่เข้า dry dock ส่วนไตรมาส 3/2567 จะชะลอตัวเล็กน้อย จากเรือ Aframax หยุดให้บริการ เพื่อนำไปปรับปรุงให้บริการ FSO แทน

และไตรมาส 4/2567 จะกลับมาดีขึ้นจากเรือ FSU ลำใหม่ ทางฝ่ายยังคงแนะนำซื้อจากแนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่แผนลดทุนจดทะเบียน หากลดทั้งหมด 175 ล้านหุ้น จะทำให้ EPS และราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก 7.5%

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เผยในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำซื้อ PRM จาก

  1. คาด Core profit ในไตรมาส 2/2567 เติบโตทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน
  2. คาด Core profit จะเติบโตทำ New high ต่อเนื่องในปี 2567 จากเรือกองเคมีลำใหม่เดินเต็มทั้งปีและเรือธุรกิจ Offshore ที่เพิ่มขึ้น
  3. มีอัพไซด์เพิ่มจากแผนเพิ่มกองเรือเพิ่มเติมระหว่างปี
  4. ราคาหุ้นต่ำมากโดยราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น PER ปี 2567 แค่ 9 เท่า เท่านั้น

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดกำไรในไตรมาส 2/2567 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากปัจจัย

 

  1. ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมี (PCT) คาดเติบโตจากปริมาณการขนส่งน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ที่เพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, มีเรือปิโตรเคมีเพิ่ม 1 ลำโดยซื้อเรือเก่ามาจากญี่ปุ่นทำให้เรือ PCT เพิ่มเป็น 39 ลำเริ่มให้บริการช่วงปลายเดือนพ.ค. อีกทั้งเรือปิโตรเคมีที่เข้าซ่อมบำรุง 2 ลำในไตรมาสแรกปีนี้ได้กลับเข้าให้บริการแล้ว น่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น
  2. ธุรกิจขนส่งน้ำมันดิบ (COC) เรือ VLCC ที่เข้าอู่แห้งในไตรมาส 1/2567 กลับเข้าให้บริการแล้วทำให้รายได้และกำไรน่าจะมากขึ้น
  3. ธุรกิจ FSU มีดีมานด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คาดว่า Utilization rate เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น
  4. ธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิต (OSV) เรือ Crew Boat 2 ลำที่เพิ่มในไตรมาส 1 ลำแรกเริ่มให้บริการในเดือนมี.ค.จะรับรู้เต็มไตรมาส ในขณะที่ลำที่ 2 เริ่มให้บริการวันที่ 1 เม.ย. สำหรับการนำเรือเข้าอู่ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ทำเรือลำใหญ่ๆไปหมดแล้วที่เหลืออีก 15-16 ลำเหลือแต่เรือลำเล็กซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นานทำให้คาดว่าไม่น่ามีผลกับงบมากนัก

สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปี 2567 มีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากบริษัทตั้ง CAPEX ในปีนี้ไว้มากกว่า 2 พันล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีหลังมีแผน ดังนี้

  1. ซื้อเรือ FSU เพิ่มอีก 1 ลำ (ตั้งเป้าในช่วงกลางไตรมาส 3/25567) เนื่องจากมองว่าธุรกิจ FSU กลับมาเป็นขาขึ้นแล้วหลังตกต่ำสุดใน ไตรมาส 3/2566 จากความต้องการกักเก็บน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ Renewable Energy เพื่อนำมา blend เป็นน้ำมัน หลากหลายประเภทมากขึ้น ซึ่ง FSU ของบริษัทมีความได้เปรียบเนื่องจากมีความสามารถในการ blend ปรับเกรดน้ำมันตามความต้องการของลูกค้าได้
  2. ซื้อเรือ Aframax 1 ลำ คาดจะได้เรือลำใหม่ในปลายไตรมาส 4/2567 เพื่อมาทดแทนเรือที่จะหมดสัญญากับลูกค้ารายหนึ่งในเดือนมิ.ย. และจะนำเอาเรือ Aframax ลำดังกล่าวซึ่งมีอายุถึง 19 ปี แล้วไปดัดแปลงเป็น FSO สร้างรายได้ได้อีก 5 ปี (คาดปลายไตรมาส 4/2567) ส่วนแผนระยะยาวบริษัทยังมีแผนที่จะปลดระวางเรือ 6 ลำ ที่มีอายุมากโดยจะสั่งต่อเรือ 6 ลำ โดยจะเริ่มมีการจ่าย Deposit บางส่วนในปีนี้ และจะทยอยรับเรือในปี 2568-2569 ทั้งนี้เงินลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท

ณ สิ้น ไตรมาส 1/2567 บริษัทมีเงินสดในมือ 4.64 พันล้านบาท และมีอัตราส่วน IBD/E ที่ต่ำเพียง 0.36 เท่า เท่านั้น อย่างไรก็ดี แผนทั้งหมดนี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะทำได้ตามแผนที่ตั้งไว้หรือไม่เราจึงยังไม่ได้รวมแผนดังกล่าวในประมาณการของฝ่ายวิจัย

ทั้งนี้ คงประมาณการกำไรและมูลค่าที่เหมาะสมที่ 8.60 บาท จากราคาหุ้นที่ไม่แพงและแนวโน้มที่ยังสดใสทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำซื้อ สำหรับปัจจัยเสี่ยงนั้น มองว่ายังคงต้องจับตาดูเรื่องของความผันผวนราคาพลังงานที่จะส่งผลต่อดีมานด์การใช้เรือ และต้นทุน ร่วมด้วย