thansettakij
thansettakij
SFLEX ยอดไตรมาส 2/67 พุ่ง จ่อขายสินค้าไฮมาร์จิ้น มั่นใจผลงานปีนี้ทำนิวไฮ

SFLEX ยอดไตรมาส 2/67 พุ่ง จ่อขายสินค้าไฮมาร์จิ้น มั่นใจผลงานปีนี้ทำนิวไฮ

30 พ.ค. 67 | 07:39 น.
อัปเดตล่าสุด :30 พ.ค. 67 | 08:30 น.

SFLEX มองยอดขายไตรมาส 2/67 สูงกว่า 490 ล้าน ลูกค้าใหม่-เก่า เรียงคิวป้อนออเดอร์ใหม่ต่อเนื่อง เล็งปล่อยสินค้าใหม่ที่มีความยั่งยืน ให้มาร์จิ้นสูง มั่นใจปีนี้เห็นผลงานทุบสถิติสูงสุดใหม่

KEY

POINTS

  • SFLEX ปั้มยอดขายไตรมาส 2/67 เติบโตไม่ต่ำกว่า 492 ล้านบาท
  • SFLEX มีลุ้นกลางปีปิดดีลใหม่เสริมแกร่งธุรกิจ
  • SFLEX มั่นใจผลงานปี 67 ทำนิวไฮ

ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX เปิดเผยว่า แนวโน้มยอดขายในช่วงไตรมาส 2/2567 ยังคงมีทิศทางการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากไตรมาส 1/2567 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 491.66 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 63.52 ล้านบาท หลักๆ เป็นผลมาจากคำสั่งซื้อจากทั้งลูกค้ารายเดิม และลูกค้าใหม่ที่มีเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง สอดรับการฟื้นตัวทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความต้องการสินค้าอุปโภคและบริโภคมีการขยายตัวมากขึ้น

โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับทางการแพทย์ (Medical Packaging) เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการทำสัญญาผลิตซองพลาสติกสำหรับอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องทางการแพทย์รายใหญ่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้บริษัทได้มีการสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาเพิ่มเพื่อรองรับการผลิตในส่วนนี้โดยเฉพาะ ที่จะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนมิถุนายน 2567 นี้ และผลิตได้เต็มประสิทธิภาพในช่วงปีหลัง ทำให้คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากการผลิต Medical Packaging ให้กับรายใหญ่ในปีนี้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

ส่วนเรื่องต้นทุนเม็ดพลาสติกนั้น มองว่าราคาอาจไม่ได้ขึ้น-ลงรุนแรง หรือผันผวนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปีก่อน และด้วยประสบการณ์ที่เคยเจอมาทำให้บริษัทมีการวางแผนรับมือไว้แล้ว ปัจจุบันมีวัตถุดิบเม็ดพลาสคงคลังเพียงพอรองรับการผลิตให้กับลูกค้าไปจนถึงไตรมาส 3-4/2567 เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าราคาน้ำมันโลกและผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกจะขึ้นหรือลงก็ไม่กระทบต่อต้นทุนบริษัท หรือหากว่าในช่วงปลายปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกปรับตัวเพิ่มขึ้น บริษัทก็ยังคงสามารถเจรจากับลูกค้าเพื่อขอขยับราคาขายให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ได้

โดยในไตรมาส 2/2567 บริษัทคาดว่าจะยังคงความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ไม่ต่ำกว่าไตรมาส 1/2567 ที่ทำได้ 20.52% และ 8.53% ตามลำดับ และมั่นใจว่าทั้งปี 2567 จะทำได้ดีกว่าเมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 23.95% และ 10.12% ตามลำดับ เนื่องจากในช่วงครึ่งหลังปีจะมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณของเสียในขั้นตอนการผลิต เป็นผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น Mono Material Packaging ซึ่งเป็นโซลูชันพลาสติกของโลกอนาคต ที่สามารถนำกลับมา Recycle และให้มาร์จิ้นที่ดีกว่าตัวเลข 2 หลัก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทยังคงวางเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการจำหน่ายไว้แตะระดับที่ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท จากปี 2566 ที่ทำได้ 1,820.52 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 184.25 ล้านบาท โดยจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ให้มาร์จิ้นที่สูง รวมถึงยังคงมีการขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้มีโอกาสที่จะได้เห็นการทำกำไรของบริษัททำสถิติสูงสุดใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 บริษัทยังคงมีความสนใจในการลงทุนขยายและต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก และนอกเหนือธุรกิจที่ดำเนินอยู่ ปัจจุบันมีการศึกษาการลงทุนในธุรกิจทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ เบื้องต้นคาดไม่เกินช่วงไตรมาส 2-3/2567 จะได้เห็นความชัดเจน ความเป็นไปได้อาจเป็นในรูปแบบของการควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (JV)