
หุ้นโลกเสี่ยงพักฐาน หลังสงครามดันน้ำมันทะยาน โบรกชู BEM-GULF-BBL หุ้นปลอดภัย
กูรูชี้ตลาดหุ้นผันผวนรับสงครามปะทุซ้ำ-ศาลสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ขึ้นภาษี 10% หนุนกลุ่มส่งออกไทยฟื้น ชูกลยุทธ์หลบภัยเก็บ BEM-GULF-BBL
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นโลกมีความเสี่ยงที่จะเกิดการพักฐาน หลังจากดัชนีสำคัญหลายตัวเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)
- ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- โบรกเกอร์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่ทนทานต่อความผันผวน โดยชู BEM, GULF และ BBL เป็นหุ้นเด่น
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ล่าสุดสหรัฐฯ ได้ยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านเพื่อตอบโต้กรณีเรือรบถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจรื้อฟื้นแผนคุ้มกันเรือพาณิชย์ (PROJECT FREEDOM) ขึ้นมาใหม่ ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันของอิหร่านมีแนวโน้มลดลงราว 400,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ดีดตัวกลับขึ้นมาแรงกว่า 10.6% จากจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในระยะกลาง (3-6 เดือน) เมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงอย่างต่อเนื่อง คล้ายคลึงกับรูปแบบในปี 2022 ที่ราคาน้ำมันเริ่มชะลอตัวลงหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนผ่านไปได้ 3 เดือน แม้ว่าสงครามจะยังไม่ยุติลงก็ตาม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนคือ กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้กฎหมายการค้า Trade Act 1974 (Section 122) เพื่อปรับขึ้นภาษีนำเข้า 10% แบบเหมาเข่ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการขาดดุลการค้า ล่าสุด ศาลการค้าสหรัฐฯ ได้สั่งระงับการเก็บภาษีดังกล่าวทันที เนื่องจากมองว่าการขาดดุลการค้าไม่ถือเป็นวิกฤตการเงินฉุกเฉินระหว่างประเทศตามที่กฎหมายระบุ
ฝ่ายวิจัยประเมินว่าประเด็นนี้เป็นเพียงความตกใจชั่วคราว (Temporary Shock) และไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงระยะยาวเหมือนสงครามการค้ากับจีน (Section 301) ในอดีต เมื่อความกังวลเรื่องกำแพงภาษี 10% หายไป จะเป็นปัจจัยบวก (Sentiment) หนุนให้หุ้นกลุ่มส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยางพารา และอาหาร กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง โดยแนะนำหุ้นส่งออกเด่น ได้แก่ DELTA, KCE, HANA, CCET, STA, STGT, TU, ITC และ AAI
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นโลก แม้ดัชนีหลักอย่าง MSCI ACWI จะสามารถทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) แต่ในทางเทคนิคพบว่าค่า RSI ของหลายดัชนี (เช่น NASDAQ, KOSPI และ S&P 500) พุ่งทะลุระดับ 70 เข้าสู่เขตซื้อมากเกินไป (Overbought) แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายทำกำไรและเกิดการพักฐานในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องรอลุ้นการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (คาดชะลอตัวเหลือ 65,000 ราย) และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือน เม.ย. (คาดเร่งตัวขึ้นเป็น 3.7% จากปีก่อน) ซึ่งหากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยในปีนี้ได้ยากขึ้น รวมถึงในสัปดาห์หน้า (วันที่ 11-13 พ.ค. 69) ยังมีประเด็นการเมืองในประเทศเกี่ยวกับการพักโทษของนายทักษิณ และการประกาศผลปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Rebalance ที่ต้องติดตาม
ในส่วนกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เน้นการลงทุนในกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อความผันผวน และมีรายได้ชัดเจน ได้แก่
- BEM : เป็นหุ้น Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ
- GULF : มีโครงสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าที่มีสัญญาชัดเจน ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
- BBL : เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมักจะได้ประโยชน์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวในระดับสูง





