
CMAN กำไรไตรมาส 1/69 พุ่ง 32% แตะ 172 ล้าน ลงทุนโซลาร์-EV ลดต้นทุนระยะยาว
CMAN เผยกำไรไตรมาส 1/69 พุ่ง 32% แตะ 172 ล้าน เดินหน้าลงทุนโซลาร์-รถ EV ลดต้นทุนระยะยาว พร้อมลุยแผน 3 ปี ขยายฐานอินเดีย-อินโดนีเซีย-ออสเตรเลีย
KEY
POINTS
- CMAN มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% แม้รายได้จะลดลง โดยเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- บริษัทลงทุนเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว โดยมีการติดตั้งพลังงานโซลาร์ขนาด 8.7 MW เพื่อใช้ภายในโรงงาน
- มีแผนสั่งซื้อรถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพิ่มเติม สำหรับขนส่งวัตถุดิบและสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
หม่อมหลวงจันทรจุฑา จันทรทัต ประธานกรรมการ บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) (CMAN) ผู้ผลิตปูนไลม์และผลิตภัณฑ์เคมีต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์ CHEMEMAN เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ว่า บริษัทและบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) มีรายได้จากการขายและบริการรวม 980 ล้านบาท ลดลง 4.6% จากไตรมาส 1 ปี 2568
ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
กลุ่มบริษัทมีรายได้ลดลงเนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและการแข็งค่าของเงินบาท แต่ปริมาณการขายปูนไลม์ไปยังลูกค้ากลุ่มน้ำตาลในประเทศและกลุ่มเหมืองแร่ในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรได้สูงขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการพอร์ตลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง และต้นทุนการดำเนินงานลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 41.4% จาก 36% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและภาระหนี้สินรวมลดลง และค่าใช้จ่ายทางภาษีลดลงจากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น
ความต้องการปูนไลน์ทรงตัว
ภาพรวมสถานการณ์ในปี 2569 มีความท้าทายอย่างมาก แนวโน้มตลาดคาดว่าความต้องการใช้ปูนไลม์จะทรงตัวหรือเติบโตในระดับต่ำ ซึ่งบริษัทได้เตรียมวางแผนล่วงหน้า
โดยการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการบริหารต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การติดตั้งพลังงานโซลาร์ขนาด 8.7 MW เพื่อใช้ภายในโรงงานที่ประเทศไทย เป็นต้น ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงแม้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
บริหารต้นทุนทันเหตุการณ์
อีกทั้ง ยังมีแผนรับมือทั้งในระยะสั้น และระยะ 2-3 ปี โดยแผนระยะสั้น คือ การบริหารต้นทุนที่ทันต่อเหตุการณ์ เช่น การสั่งซื้อรถบรรทุกไฟฟ้าเพิ่ม สำหรับขนส่งวัตถุดิบและสินค้าเพื่อลดผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และจำกัดหรือชะลอการลงทุนในส่วนที่ยังรอได้ออกไปเพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงานในระยะสั้น
สำหรับแผนระยะ 2-3 ปี ประกอบด้วยการขยายฐานธุรกิจในพื้นที่ยุทธศาตร์ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และลูกค้าหลัก ขับเคลื่อนกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระยะยาวอย่างยั่งยืน เช่น การลงทุนพลังงานทางเลือก และการลงทุนเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตและบริการ
“บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ตั้งรับอย่างแข็งแกร่งและรุกตลาดที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพภายในผ่านการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเหตุผลสำคัญประการหนึ่งในการจัดตั้ง บจก. กริสต์แมน ขึ้นมา เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยและทรัพยากรด้าน STEM ให้ดียิ่งขึ้น สำหรับใช้ในการบริหารจัดการกลุ่มสินทรัพย์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก”







