
เปิดวิสัยทัศน์ "กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์" ผู้กุมบังเหียนตลาดหลักทรัพย์
เจาะลึกการบ้าน "กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์" หลังนั่งเก้าอี้ประธานตลาดหลักทรัพย์ คนที่ 19 ใส่เกียร์เร่งจัดการสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย แก้กฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำผิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างความเท่าเทียมในการลงทุน ทำตำราปูพื้นฐานการลงทุนให้เยาวชน
"ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ว่า การขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นหน้าที่ยิ่งใหญ่ การบ้านแรกที่ต้องเร่งทำคือ การสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ทันกับการพัฒนาของตลาดทุนโลกและเทคโนโลยีไอทีต่างๆ รวมทั้งการผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางลงทุนของภูมิภาค สร้างความร่วมมือกับทุกฝ่าย สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
โดยเฉพาะในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ต้องความรวดเร็ว ชัดเจน และมีบทลงโทษที่เด็ดขาด รวมถึงการคุ้มครองนักลงทุนให้มีความเท่าเทียมกัน สร้างความโปร่งใสในการประกอบกิจการของบริษัทจดทะเบียน ยังมีอีกหลายภารกิจที่ต้องร่วมพัฒนา เช่น ESG, ESG Fund และนำ Carbon Credit มาใช้ให้เห็นผล โดยการขับเคลื่อนทุกเรื่องที่จะสำเร็จ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งองค์กรภายนอกด้วย เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
พร้อมกันนี้ ยังมองหาหนทางในการสร้างโอกาสให้กับบริษัทขนาดเล็ก (SMEs) ให้เข้ามาระดมทุนได้ เพราะหลายธุรกิจมีอนาคตมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่ติดปัญหาที่การจะขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ทำให้หมดโอกาสได้ไปต่อ ซึ่งก็อยากให้โอกาสตรงนี้กับรายเล็ก ให้กองทุนที่มองเห็นอนาคตได้เข้ามามีส่วนผลักดัน จึงวางแผนที่จะสร้างตลาดในการระดมทุนใหม่ๆ ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยพัฒนาศักยภาพ ซึ่งมองว่าการเปิดตลาดใหม่ ถ้าทำได้ก็เหมือนเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ใหม่ เป็นอีกเรื่องที่ต้องเร่งทำไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง
ในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยนั้น อย่างแรกต้องจัดการกับกลุ่มทุจริต ทั้งการปั่นหุ้น การตกแต่งบัญชี แม้การทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การตรวจสอบยากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องสร้างองค์ความรู้ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้คดีมีความรวดเร็วขึ้น
"การทำผิดกฎหมายในตลาดหุ้น การฉ้อโกง การปั่นหุ้น สิ่งที่ต้องทำและจำเป็นต้องทำเลย คือ ยึดทรัพย์ไว้ก่อน แล้วเร่งกระบวนการพิสูจน์คดี เพื่อเอาผิดผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว ซึ่งในจุดนี้แน่นอนว่าต้องมีการแก้กฎหมายกันใหม่ โดยให้ ก.ล.ต. ส่งฟ้องคดีได้เอง หรือยืมตัวอัยการมาชั่วคราวเพื่อร่วมทำคดี รวมไปถึงเรื่องของการคุมครองหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะต้องยอมรับว่ามีประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาตนเองก็มีการแทงเรื่องเข้าไปหลายต่อหลายครั้ง จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีความคืบหน้า การดำเนินการตามขั้นตอนล่าช้าก็ส่วนหนึ่ง"
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลัวการถูกฟ้องร้องกลับ ซึ่งมองว่าหากเป็นความถูกต้องก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวอะไร โดยในเรื่องของการแก้ก็หมายมองว่าจากนี้ไปอาจดำเนินการได้เร็ว เพราะท่านประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์คนก่อน "นายพิชัย ชุณหวชิร" เป็นผู้ที่มีความรู้ เชี่ยวชาญและเข้าใจตลาดทุนไทยเป็นอย่างดี จากการที่นายพิชัย ได้เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานฯ ในระยะ 3-4 เดือน ก็มองเห็นช่องโหว่งดังกล่าว
ดังนั้นมองว่าการเร่งผลักดันการเปลี่ยนกฎเกณฑ์จะบรรลุไปได้ด้วยดี อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาก็ได้เร่งเร่งรัดดำเนินมาเรื่องดังกล่าวแล้ว ตนที่มารับตำแหน่งใหม่ก็จะเข้ามาช่วยผลักดันเรื่องดังกล่าวให้เกิดผล ทำให้คาดว่าความเห็นชัดเจนน่าจะเกิดขึ้นได้ไม่เกินภายในระยะเวลา 15 เดือนหลังจากนี้ หรือช่วงประมาณเดือนสิงหาคม 2568
ในส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นอีกเรื่องที่สำคัญเพราะจะช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทย ทั้งเรื่องกองทุนรวมลดหย่อนภาษีที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงการสร้าง New Investment ขยายฐานนักลงทุนกลุ่มใหม่ ตั้งกองทุนรวมเยาวชน ที่ผู้ปกครองซื้อลงทุนให้ลูกหลาน และขายได้เมื่อลูกหลานอายุ 18 ปี และนำมาลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น รวมทั้งกองทุนรวมสำหรับผู้สูงวัย ที่สะสมเงินเข้ากองทุนหลังจากเกษียณแล้ว สามารถทยอยเบิกเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทุกเดือน โดยจุดนี้อาจมีโบรกเกอร์ที่มาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวรักษาผลประโยชน์ให้ รวมทั้งหาบริษัทต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
นอกจากนี้ จะเร่งดำเนินการในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน ใช้กลไกของข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำรวจงบดุลของบริษัทจดทะเบียนที่มีความน่าสงสัย โดยนำเอา AI มามอนิเตอร์จับตาดูความเคลื่อนไหว มีระบบการแจ้งเตือนถึงสิ่งผิดปกติของกุ้นที่เกิดปัญหา เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลในการตัดสินใจ กรณี ที่เคยเกิดขึ้น คือ IPO ที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้วโดนทุบลงมา ก็จะไปสาวไส้ในดูว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำ เอากลุ่มผู้กระทำความผิดทำลงโทษ เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
ในขณะเดียวกันก็จะเร่งสร้างความเท่าเทียมในการซื้อขายหุ้นให้เพิ่มขึ้น และวางมาตรการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น อาทิ การทำเน็กเก็ตชอร์ต (Naked Short) หรือการขายหุ้นโดยไม่มีหุ้นในมือ การส่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ (Program Trading) นักลงทุนกลุ่ม High-frequency trading (HFT) หรือผู้เน้นเทรดความเร็วสูง ยังต้องให้ความสำคัญ โดยจะวางมาตรการทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปราม เพื่อไม่ให้มีความได้เปรียบนักลงทุนทั่วไป หรือนักลงทุนรายย่อย
พร้อมกันนี้ ตนยังมองการสร้างตำราการลงทุน สร้างหนังสือหรือตำราเกี่ยวกับตลาดทุนเข้าไปในหลักสูตรของระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับนักเรียนในโรงเรียน ไปจนถึงระดับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการลงทุน และเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น ปลูกฝังเรื่องการลงทุนให้กับเยาวชนตั้งแต่พื้นฐาน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งแปลงใหม่ ต่างประเทศก็ทำกัน โดยจะมีการนำความรู้ทั้งเรื่องของการลงทุน กฎหมายต่างๆ ใส่เข้าไปด้วย
"การกลับมานั่งเก้าอี้ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้ง มองว่าตนไม่ใช่คนใหม่ที่เพิ่งมาเริ่มดำเนินงาน เพราะก่อนหน้านี้ได้นั่งเก้าอี้กรรมการตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว นับว่าเป็นการเข้ามาร่วมดำเนินงานกับทางตลาดหลักทรัพย์เป็นสมัยที่ 4 แล้ว กับบอร์ดบริหารคนอื่นๆ ก็รู้จักกันดีเพราะร่วมงานกันมานาน ทางผู้ใหญ่เองก็เห็นชอบและค่อนข้างวางใจ เพราะเป็นคนวงในอยู่แล้วและมองว่าจะไม่มีการแทรกแซงงานจากภายนอก และสามารถสานงานต่อให้สำเร็จลุล่วงไปได้"







